กินเจนอกจากได้บุญยังได้สุขภาพที่ดีด้วย

ในตอนนี้เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ ที่มีประจำทุกปี
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีน ก็กินได้
เพราะถือเป็นการลดละเนื้อสัตว์สักครั้งใน 1 ปี
ที่สำคัญคนสมัยนี้ใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น
ทำให้การกินเจที่มีหลักสำคัญคือการละเว้นเนื้อสัตว์ได้รับความนิยมขึ้น
ทุกปี จนกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ของคนรักสุขภาพไปซะแล้ว
วันนี้เรามีโยชน์ของการกินเจมาฝากกัน ไม่ใช่แค่ได้บุญอย่างเดียวนะ
ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเราด้วย
1.ล้างสารพิษในร่างกาย
การรับประทานผักและผลไม้ นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว
ยังเป็นกากใยชั้นเลิศที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารของเร
าทำงานได้ดี เมื่อกินเข้าไปมาก ๆ
ก็จะช่วยขับของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเราออกมา
ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่เป็นปัญหาเรื้อรังสั่งสมมานานของใครหลา
ยคนที่ชอบกินเนื้อ
2.ดูแลผิวพรรณดีขึ้น
ใครจะเชื่อว่าการกินเจก็ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้นได้
แต่นี่เป็นความจริงอย่างมิต้องคลางแคลงใจเลย เพราะวิตามิน แร่ธาตุ
สารต้านอนุมูลอิสระและสารพัดสารพฤกษเคมีในผัก ผลไม้ต่าง ๆ
ยิ่งกินมากก็ยิ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง สดใส
ไม่หย่อนคล้อยก่อนวัยอีกด้วย
นอกจากนี้แล้วการกินเจยังสามารถช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก
อีกด้วย
แต่ทั้งนี้ต้องเลือกและพิจารณากับประเภทของอาหารที่เราทานเข้าไปให้
เหมาะสมด้วย
3.พักอวัยวะต่างๆในร่างกาย
อาหารเจส่วนใหญ่จะเน้นพืชผักเป็นหลัก
ผสมกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
และโปรตีนจากถั่วซึ่งย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์และไขมันมาก

จึงทำให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนัก ๆ
มาตลอดทั้งปี ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี
ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย
4.ลดความเสี่ยงหลายโรค
การกินเจนั้นช่วยในการลดความเสี่ยงให้ก่อเกิดโรคต่างๆมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสมอง
ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ริดสีดวงทวาร โรคเกาต์ ฯลฯ ต้องชิดซ้าย
ถ้าเรากินอาหารเจเป็นประจำ เพราะอาหารเจจำพวกผัก
ผลไม้มีเส้นใยอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดคอเลสเตอรอล
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ต่างจากอาหารจำพวกเนื้อแดงและไขมันที่เต็มไปด้วยไขมันที่ไม่ดีและค
อเลสเตอรอลตัวร้ายที่คุกคามสุขภาพของเรา
5.ร่างกายแข็งแรงขึ้น
ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ
ได้สูงกว่าคนปกติธรรมดาสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
ในบรรดาผู้ที่กินอาหารเจ
อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฏโด
ยเฉพาะโรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ
ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต
ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าส์ โรคเบาหวานฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย
ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร…

โรคยอดฮิตที่เป็นกันบ่อย

โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อยนั้นไม่ใช่เพียงแค่มะเร้งเต้านม หรือมะเร็งปากมดลูก แต่โรงอื่นๆก็ยังคร่าชีวิตของคุณผู้หญิงทั่วโลก
เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค บทความนี้จึงจะมาแนะนำให้รู้จักกับโรคร้ายต่างๆที่ผู้หญิงควรระวังไว้
1.โรคหัวใจ และหลอดเลือด
เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก และจากสถิติพบว่า
อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับผู้ชายที่ลดลง
ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงเข้ารับการตรวจสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย
และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงก็ให้ผลการตรวจได้ไม่ชัดเจน เท่ากับผู้ชาย
2.โรคหลอดเลือดสมอง คือโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1
โดยผู้หญิงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่ามะเร็งเต้านมถึง 2 เท่า
แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาการของโรคนี้ และไม่เชื่อว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกช่วงอายุ
สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น ประกอบไปด้วย 3 โรคหลัก ๆ คือ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก
และเส้นเลือดสมองอุดตัน โดยจะพบผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบมากที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
หากในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้น
หากใครมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
3.มะเร็งอวัยวะสีบพันธ์ นับ ได้ว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่เป็นภัยร้ายคร่าชีวิตผู้หญิงไทยไปอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ภัยดังกล่าวจะมีอัตราลดลงบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีความตื่นตัวและใส่ใจกับโรคทางนรีเวชมากขึ้น
แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเกิดได้หลายส่วน
มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุด มะเร็งรังไข่พบมากเป็นอันดับสอง
4.ภาวะสมองเสื่อม อีกหนึ่งโรคร้ายแรง ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัวคุณ โรคนี้สามารถที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
จากความสามารถในการทำงานของสมองของคุณถดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล
ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ เป็นอาการแสดงของหลายๆ โรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์
และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะขาดฮอร์โมนเพศในวัยหมดประจำเดือน
5.มะเร็งปอด โรคนี้ สามารถคร่าชีวิตของผู้หญิง โดยพบว่า มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งลำดับที่ 5
ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น
และผู้หญิงยังไวต่อสารการก่อให้เกิดมะเร็งมากกว่าผู้ชาย…

แก้ลักษณะของการปวดคอ ด้วยการบริหารร่างกาย

โรคออฟฟิศซินโดรม เป็นโรคที่เลี่ยงได้ยาก เนื่องจากส่วนมากแล้วบุคลากรกลุ่มนี้จะต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดวันแล้วก็อาจจะเป็นผลให้ท่าทางสำหรับในการนั่งทำได้ไม่เหมาะสม อาทิเช่น นั่งหลังค่อม ไขว่ห้าง ก้มตัว 
ทำให้มีความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ คอ บ่า ไหล่ กว่า 80% ล้วนมีลักษณะอาการปวดในรอบๆนี้รวมทั้งลุกลามไปปวดหัวรวมทั้งกระบอกตา
เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการสถานพยาบาลกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) บอกว่าผู้ที่มีลักษณะปวดแล้วมารักษา ก็ได้โอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ด้วยเหตุว่าไม่ได้แก้ที่ตัวการของลักษณะของการปวด ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีลักษณะปวดคอ 
สาเหตุมาจากศูนย์กลางกระดูกสันหลังคด บั้นท้ายบิด ไหล่โก่ง กระดูกสันหลังค่อม ความตึงรั้งของกล้ามเนื้อตึงรั้งโยงไปถึงข้างหลัง บั้นท้าย และก็ขา หากต้องการให้อาการหายและไม่กลับมาเป็นอีก คือ จะต้องรักษากระดูกค่อมแล้วก็คด คลายกล้ามด้านหน้าอก 
สร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเพื่อขยับเขยื้อนได้คล่องแคล่ว สร้างความแข็งแรงแล้วก็ความคงทนของกล้ามมัดลึกซึ่งเป็นกล้ามสำหรับเพื่อการดึงให้กระดูกสันหลังเริ่มต้น กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดแล้วก็เส้นประสาทสร้างกำลังกล้ามบั้นท้าย 
เพื่อปรับปรุงอาการบิดของเอว ให้สมดุล ทำให้ร่างกายกำเนิดความสมดุลแข็งแรง ยังส่งเสริมให้ได้ลักษณะท่าทางดีสำหรับท่านที่มีลักษณะอาการปวดคอ พวกเรามีท่าพื้นฐานสำหรับเพื่อการบริหารพื้นฐานเพื่อปรับแต่งลักษณะของการปวดคอด้วยตนเองง่ายๆดังต่อไปนี้
» 
ใช้มือขวาจับขอบเก้าอี้ แขนซ้ายยกขึ้นข้างบนดูหมิ่นเหยียดหยามตรง เอนตัวไปด้านขวา แล้วเอนตัวกลับมาท่าเริ่มให้ทำสลับกันอีกทั้ง ข้าง
» 
เวลานั่งดำเนินงานนาน ตัวจะห่อลงเรื่อยกระทั่งกล้ามลำตัวหดเกร็ง กำเนิดความตึงรั้งทำให้ปวดคอแล้ว ยังก่อกวนระบบหายใจด้วย เวลายืดกล้ามผูกลึกส่วนนี้ทำให้หายปวดคอแล้วก็หายใจเจริญขึ้น 
รวมทั้งขณะที่ทำควรจะ แขม่วท้องไว้บางส่วน หายใจเข้าทางจมูก เป่าลมออกทางปากเบายาวตลอดการทำค่ะ ทำใหม่ท่าละ 3-5 ครั้ง วันหนึ่งทำให้ได้อย่างน้อย รอบ
นอกเหนือจากนั้นยังต้องหาเวลาไปบริหารร่างกายด้วย เพื่อกล้ามแข็งแรงรวมทั้งผ่อนคลายไม่ให้เกิดความเคร่งเคลียดด้วย

5 วิธีลดโอกาสเสี่ยงสำหรับการกำเนิด “นิ่วในไต”

นิ่ว เป็นก้อนพื้นที่มีต้นเหตุจากการสั่งสมของแร่ธาตุ รวมทั้งสิ่งต่างๆตัวอย่างเช่น ออกซาเลต กรดยูริค และแคลเซียมจนถึงกลายเป็นก้อนแข็งอยู่ตามอวัยวะต่างๆตัวอย่างเช่น ไต 
โดยทั่วไปแล้วเพศชายชอบเป็นนิ่วในไตมากยิ่งกว่าเพศหญิง และก็มีโอกาสสูงมากที่จะกลับมาเป็นซ้ำ ด้วยเหตุผลดังกล่าววันนี้พวกเราก็เลยมี วิธีที่ช่วยลดจังหวะเสี่ยงในการกำเนิด นิ่วในไต” มาฝากกัน
1. 
กินน้ำให้พอเพียง จากการค้นคว้าวิจัยของหน่วยงานโรคไตแห่งชาติอเมริกัน เมื่อปี 2015 บอกว่า ผู้ที่เยี่ยวสูงถึง 2-2.5 ลิตรต่อวัน 
ได้โอกาสที่จะเป็นโรคนิ่วในไตมากยิ่งกว่าคนปัสสาวะน้อยกว่าโดยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
2. 
หลบหลีกการกินอาหารที่มีสารออกซาเลตสูง ของกินชนิด อัลมอนด์ ผักปวยเล้ง แล้วก็บีทรูท เป็นของกินซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณออกซาเลตภายในร่างกายพวกเราก็เลยไม่สมควรทาน 
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทานได้แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีจำนวนออกซาเลตปานกลางไปถึงต่ำแทน
3. 
กินน้ำมะนาวบ้าง มะนาวมีสารที่ชื่อว่า ซีตรัส” ซึ่งเป็นสารที่มีคุณประโยชน์สำหรับการยับยั้งไม่ให้มีการก่อตัวของนิ่วได้ ซึ่งงานศึกษาเรียนรู้วิจัยของ Eisner กล่าวว่า การกินน้ำมะนาวเข้มข้นละลายน้ำ ½ หรือมะนาว ลูก 
ทุกวันสามารถช่วยเพิ่มปริมาณซีพูดในปัสสาวะได้ ทำให้จังหวะในการเป็นนิ่วลดลง
4. 
รอบคอบการทานโซเดียม วันหนึ่งมนุษย์เราไม่สมควรบริโภคโซเดียมที่จำนวนเกิน 2,300 มก. เพราะว่าจะก่อให้ร่างกายกำเนิดอาการบวมน้ำ 
แถมยังเป็นเหตุให้เสี่ยงที่จะเป็นนิ่วในไตด้วย เนื่องมาจากปัสสาวะมีจำนวนแคลเซียมมากเกินไป
5. 
ลดจำนวนโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ลง การทานโปรตีนซึ่งได้มาจากเนื้อสัตว์ในจำนวนมากจะมีผลให้กรดยูริคภายในร่างกายมากขึ้น ทำให้เป็นโรคนิ่วในไตได้ 
หากคุณคิดว่าได้โอกาสที่จะเป็โรคนิ่วในไต พวกเราขอเสนอแนะให้ทานเนื้อสัตว์เพียงแค่จำนวน สำหรับไพ่

4 วิธีง่ายๆที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรง

กระบวนการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายตนเองให้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่มีโรคมีภัย ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นของคนภายในสังคมที่จะต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายตนเองอย่างดีเยี่ยม
แต่ว่าสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยชอบดูแลตนเองสักเท่าไหร่ ลองหันมาดูแลตนเองในตอนนี้ก็ยังไม่สายนะครับ วันนี้ผมจะมาบอกแนวทางที่จะทำให้ตนเองมีสุขภาพที่ดีกันนะครับ
1. 
การกินอาหารที่เหมาะสม ควรจะรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ มื้อ ต่อวัน อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญอย่างมาก 
อย่าลืมรับประทานอาหารมื้อเช้าเด็ดขาด มื้อเย็นผมแนะนำให้เลือกทานเป็นพวกผลไม้ แทนการกินข้าวด้วยเหตุว่าจะทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง 
แล้วก็ยังควบคุมน้ำหนักของพวกเราไปด้วย และไม่ควรจะทานอาหารยามดึกดื่นเนื่องจากการกินของกินช่วงดึกจะก่อให้คุณมีน้ำหนักที่มากขึ้น อีกด้วย 
รวมทั้งสิ่งจำเป็นของการกินอาหารควรจะทานอาหารให้ครบ หมู่ จะทำให้ร่างการของพวกเราแข็งแรง ยากต่อการเป็นโรคภัยไข้เจ็บ
2. 
การกินน้ำ ควรจะกินน้ำอย่างต่ำให้ได้ แก้วต่อวันหรือพอๆกับ ลิตรต่อวัน เนื่องจากว่าจะมีผลให้มีผิวพันธ์ที่ดีแล้วก็ยังมีผลให้ร่างกายไม่แห่ง 
แถมยังช่วยเผ่าผลาญ การไหลเวียนของเลือดอีกด้วย
3. 
การบริหารร่างกาย เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ควรจะบริหารร่างกายขั้นต่ำให้ครบ ครั้ง ต่ออาทิตย์ ขั้นต่ำให้ออกกำลังกาย 30 นาที ต่อวัน 
สิ่งตอบแทนที่จะได้รับจากการออกกำลังกายคือจะมีผลให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานร่างกายที่ดี ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แถมยังส่งผลให้รูปร่างดูดีรวมทั้งยังสร้างความหมั่นใจให้กับตนเองอีกด้วยครับผม
4. 
การนอนให้เพียงพอ การนอนหรือการพักผ่อนให้เพียงพอเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการรักษาสุขภาพเนื่องจากว่าการนอนนั้นเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต 
ยิ่งสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานช่วงเวลาค่ำคืนควรจะหาเวลาเข้านอนพัก ขั้นต่ำวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน จะก่อให้ร่างการของพวกเราไม่ทรุดโทรม หน้าตาแจ่มใสอีกด้วย

หลากหลายวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

ทราบกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าการนอนหลับพักผ่อนคือวิธีที่ดีในการรักษาสุขภา
พ แต่สำหรับบางคนเวลานอนอาจจะไม่ค่อยโอเคสักเท่าไหร่นัก
ถ้าอย่างนั้นลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกัน

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้ใครหลายคนพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรก็คืออาการนอนไม่หลับ
นี่คือสิ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานไม่ใช่น้อยเลย
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถใดๆ
เลย และก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาช่วยด้วย
และนี่ก็คือหลากหลายวิธีที่อยากให้ลองนำไปปรับใช้กัน
เผื่อที่จะช่วยให้หลับได้ง่ายมากขึ้น

ก่อนอื่นเลยก็คือต้องกำหนดเวลาตื่นนอนให้เป็นเวลาแน่นอน
อย่างเช่นถ้าปกติในวันทำงานตื่นนอนตอน 6 โมงเช้า
ก็ควรที่จะตื่นในเวลานี้สำหรับวันหยุดพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์
หรือว่าวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ถ้าหากว่าอยากพักผ่อนต่ออีกนิด
ก็ขอให้เป็นเวลาตื่นที่ใกล้เคียง ไม่ใช่ว่าหลับชดเชยไปจนถึงเที่ยง
เพราะมันจะทำให้ร่างกายจดจำแล้วพาลจะนอนไม่หลับเอาได้ในเวลากลางคืน

ช่วงระหว่างวันนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะนอนงีบแบบยาวๆ
เพราะว่ามันจะทำให้เราไม่ง่วงในเวลากลางคืนซึ่งควรจะต้องนอนหลับแบบสนิทจริ
งๆ ถ้าหากว่างีบสัก 10-15 นาทีก็คงไม่เป็นอะไร
แต่ถ้านานกว่านั้นรับรองได้เลยว่าพฤติกรรมการนอนหลับของเราจะรวนแน่ๆ

การดื่มนมอุ่นๆ หรือว่าไปอาบน้ำอุ่นๆ
ให้ร่างกายได้ผ่อนคลายก่อนที่จะเข้านอนก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน
มันจะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายมากขึ้น
ขณะที่บรรยากาศในห้องนอนก็มีผลเช่นกัน
เมื่ออาบน้ำอุ่นมาแล้วเจอกับห้องนอนเย็นๆ
ซุกผ้าห่มก่อนนอนมันเป็นอะไรที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายสุดๆ
นี่แหละเป็นวิธีที่จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายมากขึ้น

นอกจากนี้แล้วบรรยากาศอื่นๆ ภายในห้อง
อย่างเช่นเสียงรบกวนก็ควรจัดการให้ดี เพราะถ้าหากว่าห้องนอนเงียบ
มันก็จะทำให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับใครก็ตามที่ยังมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ หรือว่านอนหลับยาก
ถ้าเป็นไปได้ก็ลองงดเครื่องดื่มที่มีสารนิโคตินอย่างเช่นชาหรือกาแฟดูสักระยะ
เพราะว่ามันมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับ
แต่ถ้าเกิดว่าอยากจะดื่มจริงๆ ก็ให้ดื่มไม่เกินช่วงบ่ายๆ
เพราะจะได้เผื่อเวลาให้ร่างกายของเราขับสารเหล่านี้ออกไปให้หมด
ก่อนที่จะถึงเวลาเข้านอนนั่นเอง

นี่แหละคือหลากหลายวิธีที่หากว่าลองนำไปปรับใช้ก็จะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่าย
ขึ้น ใครที่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่ควรจะศึกษากันเอาไว้…

บวบ มิตรแท้สำหรับคนรักผิว

บวบ คาดกันว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียเนื่องจากพบต้นที่มีลักษณะเป็นพืชป่าในบริเวณภาคตะวันออกเฉีย
งเหนือของประเทศอินเดีย และมีเขตการกระจายพันธุ์รวมถึงนิยมบริโภคกันมากในประเทศเขตร้อน เช่น ไทย จีน
ฮ่องกง และ อินเดีย โดย บวบ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุเพียงปีเดียว
ชอบเลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้อื่นหรือทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ยอดอ่อนนุ่ม เถาหรือลำต้นเป็นเหลี่ยม
ตามข้อเถามีมือสำหรับใช้ยึดเกาะเป็นเส้นยาว บางทีแยกเป็นหลายแขนง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด
ซึ่งด้วยความที่ บวบ เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุสั้นทำให้พืชผักชนิดนี้ทนแล้ง ทนฝนได้ดี โรคและแมลงไม่มารบกวน
เราจึงมักพบเห็นพรรณไม้ชนิดนี้ขึ้นตามที่รกร้าง ตามริมห้วย หนอง คลอง บึง โดยไม่จำเป็นต้องดูแลประคบประหงม
อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ปัจจุบัน บวบ ไม่เป็นที่นิยมในการบริโภคมากเท่าไรนัก ทั้งที่ผลอ่อนมีเนื้อนุ่ม
ฉ่ำน้ำ และมีรสหวานใช้กินหรือใช้ประกอบอาหารได้หลายประเภท เช่น ต้ม แกง ผัด
หรือจิ้มกับน้ำพริกรับประทานนอกจากนี้ ใยผลของบวบสามารถนำมาใช้สระผมเพื่อช่วยรักษารังแคได้
หรือจะใช้ในการทำความสะอาดรถยนต์ เครื่องแก้ว เครื่องครัวไปจนถึงใช้ใส่ในหีบห่อเพื่อป้องกันการกระทบกระแทก
หรือใช้เป็นที่บุรองภายในหมวกเหล็กก็ยังได้เท่านั้นยังมีประโยชน์ไม่มากพอ เมื่อ บวบ
ถือเป็นพืชผักที่มีสรรพคุณทางยามากมาย โดยเฉพาะสาวๆที่รักผิว เพราะบวบที่แก่จัดจะมีเส้นใยจำนวนมาก
หลายคนจึงนิยมนำใยบวบหรือรังบวบมาใช้ขัดผิวระหว่างอาบน้ำขณะเดียวกันการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ใยบวบ
เป็นแหล่งของสารไคทิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการสมานแผลและแม้การศึกษาดังกล่าวจะแสดงถึงแนวโน้มที่ดีทางการรักษาผิว
หนังด้วยบวบ แต่เป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม
อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าสารอนุมูลอิสระเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคมะเร็ง
หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ซึ่ง บวบ ช่วยต้านอนุมุลอิสระได้ เพราะมีกรดพีคูมาริก, สารกลุ่มไดออสเมติน, สารกลุ่มเอพิเจนิน,
สารกลุ่มลูทีโอลินซึ่งล้วนเป็นสารที่มีประโยชน์และช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเซลล์ในร่างกาย
โดยการเลือกซื้อ บวบ มาทำอาหารให้อร่อยและไม่ขมนั้นให้ดูที่ขั้วผล ผลที่ดีจะต้องสดเป็นสีเขียว ผลต้องมีลักษณะยาวตรง
ผลไม่หักงอ ผลเป็นสีเขียวเข้ม และเหลี่ยมของผลต้องเป็นสันคมเลือกได้แบบนี้ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
ส่วนการต้ม บวบ ให้มีรสหวานก็ไม่ต้องปอกเปลือกออกทั้งลูก
เพียงแต่ให้ปาดเฉพาะสันที่เป็นเหลี่ยมออกเท่านั้นแล้วนำไปประกอบอาหารได้เลย
เพราะนอกจากจะได้รสชาติที่หวานแล้วเปลือกของบวบที่เหลืออยู่ก็ยังช่วยลดการสูญเสียของสารอาหาร
สำคัญที่เสียไปกับการต้มลงได้ด้วย…

อยากจะไปวิ่งมาราธอนควรมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรดีให้ถูกต้อง

การวิ่งมาราธอนเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในยุคปัจจุบันมีหลายรายการจัดแข่งขันกัน โดยบางคนก็วิ่งเพื่อเน้นชัยชนะ
บางคนก็วิ่งเพื่อเน้นสุขภาพ แต่เราจะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรดีให้มันถูกต้องก่อนที่จะออกไปวิ่งกัน
เริ่มต้นอย่างแรกเลยที่การเตรียมตัวสมัครแข่งขันควรติดตามข่าวสารให้ดีว่าการวิ่งมาราธอนรายการนั้นๆ
เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเมื่อไหร่ ให้สมัครแข่งขันไปตั้งแต่เนิ่นๆหรือถ้ามีเปิดสมัครเอาไว้ล่วงหน้าก็อย่าได้รอช้า
เพราะจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกันในช่วงใกล้ๆ อีเวนท์หากว่าสถานที่จัดแข่งมาราธอนอยู่ไกลบ้าน ควรไปพักที่บริเวณนั้นก่อนแข่ง 1 วัน
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยล้าเรื่องการเดินทางก่อนวิ่งให้ร่างกายของเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนที่จะต้องออกไปใช้กำลังอย่างหนัก
เช่นเดียวกับคืนก่อนแข่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ซึ่งการแข่งขันส่วนใหญ่ก็จะเริ่มต้นออกสตาร์ทกันตั้งแต่เช้ามืดดังนั้นก็ให้เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เมื่อตื่นมาร่างกายจะได้สดชื่น
พร้อมใช้กำลังอย่างเต็มที่
ในวันแข่งขันให้ไปถึงสถานที่ก่อนเวลาออกสตาร์ทสักครึ่งชั่วโมงเพื่อที่จะได้วอร์มอัพอบอุ่นร่างกาย เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้เรียบร้อย
ใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนเหงื่อออกเยอะ สามารถหาผ้าคาดศีรษะคาดไปด้วยก็ได้เพื่อที่เหงื่อจะได้ไม่ไหลเข้าตาหรือใบหน้าให้เรารู้สึกรำคาญ
จนอาจส่งผลต่อการวิ่งได้ในช่วงออกสตาร์ท ช่วงแรกอย่าเพิ่งรีบเร่ง ให้ค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วช้าๆ
จากนั้นเมื่อผ่านจุดให้น้ำในจุดแรกหรือว่าจุดที่ 2 ก็ค่อยเพิ่มความเร็ว
โดยในช่วงก่อนเข้าสู่จุดให้น้ำสักประมาณ 10 เมตร ให้เราผ่อนความเร็วลง
เพื่อที่จะให้ร่างกายได้พัก ได้วอร์มดาวน์ ก่อนที่จะดื่มน้ำ ซึ่งการดื่มก็ควรดื่มแค่สัก 2-3 อึกเท่านั้น เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่จุกในการวิ่งต่อไป
หากว่าน้ำเหลือก็นำมาล้างหน้าหรือราดตัว เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายก็ได้ใครก็ตามที่วิ่งแล้วเกิดอาการจุกขึ้นมาก็อย่าได้ฝืนร่างกายตัวเอง
ให้ปรับความเร็วเป็นระดับเดียวกับการเดินแทนและถ้าผ่านไปสักพักแล้วยังไม่รู้สึกว่าดีขึ้นก็ให้แจ้งทีมพยาบาลประจำการแข่งขัน
ทันที ถ้าฝืนจนเกินขีดจำกัดของร่างกายในตอนนั้นอาจจะมีผลเสียตามมามหาศาลก็ได้
ในช่วงก่อนเข้าเส้นชัย หากว่าเราอยากเข้าเร็วขึ้นก็สามารถปรับความเร็วได้
แต่อย่าลืมว่าเมื่อเข้าสู่เส้นชัยแล้ว เราควรจะต้องวอร์มดาวน์ด้วยไม่ใช่ว่าหยุดวิ่งเอาดื้อๆ ไม่อย่างนั้นร่างกายอาจจะปรับสภาพไม่ทัน
นี่แหละคือการเตรียมตัววิ่งมาราธอนสำหรับใครก็ตามที่ยังไม่เคยไปหวังว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะพอเป็นประโยชน์ได้บ้างก่อนที่จะออกไปลุยกัน…

ทานอาหารแยกเป็น 5 มื้อย่อยๆ ช่วยให้น้ำหนักลดได้อย่างไร

ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ในขณะนี้
เชื่อว่าคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่าการรับประทานอาหารแยกเป็น 5 มื้อย่อยๆ
นั้นจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดี แล้วมันเป็นไปได้อย่างไรกัน

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าโดยปกติแล้วมนุษย์เราจะรับประทานอาห
ารกันโดยแบ่งออกเป็น 3 มื้อใหญ่ นั้นก็คือมื้อเช้า, มื้อกลางวัน และก็มื้อเย็น
ซึ่งแต่ละมื้อนั้นก็จัดเต็ม ทานกันอย่างเต็มอิ่ม
ขณะที่การรับประทานอาหารในทฤษฎีใหม่ที่ว่าแบ่งออกเป็น 5 มื้อย่อยนั้น
จะช่วยให้น้ำหนักของเราลดลง ที่สำคัญยังดีต่อสุขภาพมากด้วย

การรับประทานอาหารโดยแบ่งออกเป็น 5 มื้อย่อยๆ นั้น เราจะต้องทานทีละนิด
ไม่ใช่ว่าจัดเต็มกันเหมือนแต่ก่อนที่จะรับประทานกันเป็น 3 มื้อใหญ่
โดยการแบ่งออกเป็นหลายมื้อต่อวันเช่นนี้จะกระตุ้นในระบบเผาผลาญในร่างกาย
ของเราได้ทำงานกันอยู่ตลอดเวลา
ส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักที่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เริ่มต้นกันตั้งแต่มื้อเช้า
ซึ่งแม้จะไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นมื้อที่มีความสำคัญที่สุด
แต่อันที่จริงเราก็ไม่ต้องไปรับประทานกันแบบจัดเต็มมากนักก็ได้
โดยให้เน้นไปที่อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ให้พลังงานสำหรับการใช้งานในช่วงเช้า ก่อนที่จะข้ามไปถึงมื้อย่อยมื้อถัดไป

อาหารที่ควรรับประทานเป็นหลักก็คือพวกคาร์โบไฮเดรต
ขณะที่โปรตีนและไขมันก็อย่าให้ขาดมากจนเกินไปนัก
ที่สำคัญคือห้ามอดอาหารอย่างเด็ดขาด เพราะการที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญที่สุดของการรับประทานอาหารในแนวทางนี้ก็คือจะต้องแน่ใจว่าปริมาณ
อาหารที่ทานเข้าไปนั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

และไม่มากเกินไปกว่าความจำเป็น พูดง่ายๆ คือพอให้ท้องอิ่ม
ไม่หิวจนทรมานเกินไปนักก็พอแล้ว

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารแบ่งออกเป็น 5 มื้อย่อยๆ แบบนี้
ก็ใช่ว่าเราจะต้องใช้ชีวิตกันแบบประหยัดพลังงาน
ให้เราพยายามหาเวลาออกกำลังกายไปด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี
และเมื่อออกกำลังกายจนร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเข้าไปเพิ่มเติม
เราก็สามารถที่จะรับประทานอาหารเข้าไปให้ร่างกายอิ่มท้องได้
ไม่ต้องฝืนมากจนเกินไปนัก

นี่ก็คือแนวทางการรับประทานอาหารที่แตกต่างออกไปจากการใช้ชีวิตตามปกติ
การแบ่งออกเป็น 5 มื้อย่อยๆ
เช่นนี้อาจทำให้เราต้องมาหาอะไรรับประทานกันบ่อยขึ้นกว่าเดิม
แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็จะติดเป็นนิสัย ในระยะยาวแล้วจะทำไหวกันหรือเปล่า
ถ้าใครตั้งใจจริงที่จะลดน้ำหนัก ลองดูสักตั้งก็ไม่มีอะไรเสียหาย…

ทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ความงาม

นี่คือความแตกต่างระหว่าง เครื่องสำอางและเวชสำอาง   จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่ทำไมคลินิกความงามจึงมีคนเข้ามารักษาผิวหน้ากันมากมาย โดยจะขอแยกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นกลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มเวชสำอาง
กลุ่มเครื่องสำอาง
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้รับความนิยมกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
แล้วเครื่องสำอางมีความแตกต่างจากเวชสำอางอย่างไร
ราคา เครื่องสำอางจัดเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อให้ได้รับความนิยมในตลาดทั่วประเทศ
ด้วยเหตุนี้จึงเน้นที่ราคาถูก เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงสินค้าได้ง่าย มีจำหน่ายทั่วไป
และเราจะเห็นโฆษณาสินค้าได้ในทุกสื่อ โดยเฉพาะทางทีวี
หาซื้อได้ง่าย เนื่องจากเป็นสินค้าเพื่อคนส่วนใหญ่และมีราคาถูก   ผู้ผลิตจึงต้องวางสินค้าทั่วประเทศ
ประสิทธิภาพ แต่มีสิ่งหนึ่งที่บรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทุกคนกลัวก็คือ ภาพลักษณ์ของสินค้า
โดยเฉพาะการแพ้หรืออาการข้างเคียงจากการใช้   ด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตเหล่านี้
จึงไม่กล้าใส่สารออกฤทธิ์ที่สำคัญในปริมาณเข้มข้นเพราะอะไร? …
เพราะว่า… ถ้าเมื่อไหร่ที่มีคนใช้และเกิดอาการหน้าแดง คันหรือบวม (เพียงแค่ 1 คน) ก็ตาม
และถ้าเรื่องนี้หลุดเข้ามาเป็นข่าว   ข่าวนี้ก็จะแพร่ออกไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว
และคนส่วนใหญ่จะรับรู้ข่าวในด้านลบ ถึงข่าวที่ออกไปจะไม่เป็นเรื่องจริง
หรือถ้าจริงก็ตามและมีการต่อสู้เป็นคดีความ   ในท้ายที่สุดเจ้าของผลิตภัณฑ์ก็จะชนะคดีความ
(เพราะการแพ้หรืออาการข้างเคียง มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอกับทุกคน)   แต่คนส่วนใหญ่จะกลัวไว้ก่อน
นี่คือสิ่งที่เจ้าของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้กลัวกันมาก และเรื่องนี้
ก็เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อหลายปีก่อนกับผลิตภัณฑ์ทาหน้าอกตัวหนึ่ง ซึ่งดังมากเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา
แต่พอมีข่าวลบออกมาและเป็นคดีความอยู่หลายปี   ในท้ายที่สุดบริษัทนี้ก็ชนะคดี
แต่สินค้าก็ถูกถอนออกจากตลาดไปแล้ว เพราะขายไม่ได้
สรุป… ผู้ที่เสียหายมากที่สุด ก็คือ บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ทาหน้าอก ถึงแม้จะชนะคดีก็ตาม
เป็นความเสียหายที่ประมาณค่าไม่ได้ทางธุรกิจ
ดังนั้น สินค้าในกลุ่มนี้จึงเห็นผลน้อยมากจากการใช้   ถึงแม้จะใช้เป็นประจำทุกวันก็ตาม
เนื่องจากมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ต่ำ จึงมีความปลอดภัยสูง   ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องขอคำแนะนำจากผู้ใด
กลุ่มเวชสำอาง
-ราคา
เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้แล้วออกฤทธิ์แรงและเห็นผล เร็ว เพราะผู้ผลิตใส่สารออกฤทธิ์ในความเข้มข้นสูง
ซึ่งสารพวกนี้มีราคาสูง   ทำให้ต้นทุนสินค้าจึงมีราคาสูงตามไปด้วย
-ประสิทธิภาพ
อย่างที่บอกไปแล้วว่า เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญในความเข้มข้นสูง   สินค้าจึงเห็นผลเร็ว
จากการใช้เพียงไม่กี่ครั้งและก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีความเข้มข้นสูง ก็ย่อมมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงหรือแพ้จากการใช้ได้เป็นเรื่องธรรมดา
-การใช้งาน
เนื่องจากมีความเข้มข้นสูง จึงต้องระมัดระวังในการใช้   ดังนั้นจึงต้องอยู่ในการดูแลของผู้ที่เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด
สินค้าจึงมีจำหน่ายผ่านทางคลินิกแพทย์ความงามเป็น ส่วนใหญ่
และตามศูนย์ดูแลให้คำปรึกษาของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมดังจากต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าราคาก็เป็นหลักพันขึ้นไปจนถึงหมื่น
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณคงต้องให้คำแนะนำกับลูกค้าของคุณว่า เขาต้องการผลลัพธ์แบบไหน
ถ้าไม่กลัวเรื่องแพ้ และต้องการเห็นผลเร็ว ก็เลือกใช้เวชสำอาง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะแจ้งให้คุณทราบก็คือ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยี่ทางการแพทย์
และความงามได้เจริญก้าวหน้าจนเกือบจะมาบรรจบกัน (จากเดิมที่วิ่งขนานกันมาตลอด) ซึ่งอีกไม่นาน
พวกเราคงจะได้เห็นสินค้านวัตกรรมที่มีความปลอดภัยมากขึ้น และเห็นผลเร็ว ในราคาที่สมเหตุสมผล…