ข้อดี-ข้อเสียของกิจกรรมการออกกำลังกาย 4 ชนิด

ขึ้นชื่อว่าการออกกำลังกาย นั้นเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน
แต่ทว่าทุกอย่างเมื่อมีข้อดีก็ย่อมจะมีข้อเสียด้วยถือเป็นเรื่องธรรมดาบนโ
ลกนี้ โดยเรามีข้อดี-
ข้อเสียของการทำกิจกรรมออกกำลังกายแต่ล่ะชนิดมาฝากกัน
1.เดิน
การวิ่งนั้นถือเป็นการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตามถ้าจะให้ได้ผลดีกับสุขภาพ จะต้องเดินเป็นเวลานาน เช่น
อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง
พร้อมทั้งช่วยลดน้ำหนักเพราะสามารถดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ได้ค่อ
นข้างดี
ส่วน ข้อเสียของการเดิน คือ
ใช้เวลามากแรงกระแทกต่อร่างกายน้อย มีผลแค่ชะลอการลด
ลงของมวลกระดูก แต่ไม่สามารถเพิ่มมวลกระดูกได้
เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความฟิตต่ำ
ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
2.วิ่ง
การวิ่งในที่นี้หมายถึงการวิ่งแบบช้าๆ
เป็นการออกกำลังกายที่มีความหนักปานกลางจนถึงสูงที่สุดขึ้นอยู่กับคว
ามเร็วของการวิ่ง ข้อดีของการวิ่งคือ ผู้วิ่งจะต้องมีความฟิตระดับหนึ่ง
ใช้เวลาวิ่งไม่มากเท่ากับการเดินเพื่อให้ได้สุขภาพที่ดี
แรงกระแทกที่เกิดขึ้นจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก
ป้องกันโรคกระดูกพรุนในรยางค์ส่วนล่างขาของร่างกายได้
แต่แรงกระแทกซ้ำๆนี้ก็สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บได้
หากวิ่งเป็นระยะทางมากๆในเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ประโยชน์ของการวิ่งยังช่วยให้หัวใจนั้นแข็งแรงขึ้น
มีความฟิตที่ดีปอดทำงานได้ดี สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นๆ
ได้เป็นเวลานานขึ้น
3.ว่ายน้ำ

หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ใช้การเค
ลื่อน ไหวของร่างกายทั่วทั้งตัว อย่างไรก็ตาม
การว่ายน้ำจะใช้ร่างกายส่วนบนมากกว่าส่วนล่าง ข้อดีของการว่ายน้ำ
คือ การเคลื่อนไหวในน้ำ น้ำจะดูดซับแรงกระแทก

ทำให้การว่ายน้ำเหมาะสมสำหรับนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บโดยเฉพาะกับร
ยางค์ส่วนล่างของร่างกาย
แต่ต้องการออกกำลังกายเพื่อรักษาความฟิตให้กับร่างกาย
ก่อนที่จะกลับไปเล่นกีฬาในระดับความหนักสูง
ส่วนข้อเสียของการว่ายน้ำ คือ แรงกระแทกที่น้อย
จะทำให้ผู้ที่เลือกการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายอย่างเดียว
จะมีความเสี่ยงต่อภาวะ/โรคกระดูกพรุนสูง
4.ปั่นจักรยาน
การปั่นจักรยานนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบ
คือปั่นจักรยานสองล้อกับจักรยานในฟิตเนส ข้อดีของการปั่นจักรยาน
คือ ไม่มีแรงกระแทก เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม
เพราะช่วยสามารถลดการกระแทกได้ดี
แต่ก็มีปัญหาที่ควรระวังด้วยการที่นั่งอาจจะทำให้รู้สึกปวดหลัง
และการนั่งนานๆ ทุกๆวันอาจจะส่งผลถึงระบบทางเดินปัสสาวะด้วย…

การเลือกซื้อครีมกันแดด

เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นสามารถทำร้ายผิวหนังของเราได้
อาจกระตุ้นให้เกิดฝ้า ผิวเหี่ยว รวมถึงการเกิดมะเร็งของผิวหนังด้วยได้
เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นมีในแดด แสงไฟในออฟฟิศ
ไฟฟลูออเรสเซนท์ตามบ้าน และแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย
ดังนั้นครีมกันแดดเป็นสิง่ที่จำเป็นในการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ในชีวิตประจำวันของสาว ๆ เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกครีมกันแดดควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. ครีมกันแดดที่ดีควรมีทั้งสารที่ช่วยป้องกันรังสี UVA และรังสี UVB เช่น สาร
anthranilates ซึ่งพบได้บ่อยในครีมกันแดดทั่วไป
2. ถ้าทำงานในร่มเป็นหลัก หรือทำงานในออฟฟิศ
ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 (หรือประมาณ SPF 8-12) และมีค่า PA++ระบุไว้ที่ผลิตภัณฑ์ด้วย
แต่หากต้องทำงานออกแดดให้เลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-20 และมีค่า
PA+++ สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ปั่นจักรยาน ควรเลือกเป็น SPF 20-30,เล่นกีฬาทางทะเล เลือก SPF 50
แต่หากต้องออกแดดกลางแจ้งเป็นเวลานานและมีแดดแรงมาก
ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไป
3. การเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นนัก
เพียงแต่ขอให้ครีมกันแดดนั้นมีประสิทธิภาพจริงตามที่ระบุไว้ในฉลากก็พอ
แต่อย่าลืมว่าจากการตรวจสอบครีมกันแดดบางยี่ห้อกลับพบว่ามีคุณสมบัติใน
การป้องกันด้อยกว่าในฉลากที่ระบุไว้
4. เครื่องสำอางป้องกันแสงแดดควรเป็นชนิดทนน้ำหรือทนเหงื่อ
และควรทาก่อนออกอย่างน้อย 30 นาที
เพื่อให้ครีมกันแดดซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น
หากทาแล้วออกไปรับแดดทันทีหรือออกไปแล้วจึงค่อยทาจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
5. ถ้าจะลงเล่นน้ำควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่กันน้ำได้และทาซ้ำบ่อย ๆ อย่าง
Water resistant จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 40 นาที และ Waterproof
จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 80 นาที เพราะฉะนั้นต้องทาซ้ำทุก ๆ 40-80นาทีตามแต่ชนิด
6. ควรเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว หากสภาพผิวมัน
การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มันหรือมีค่า SPF สูง ๆ ก็อาจทำให้เกิดสิวอุดตันได้
ดังนั้นการเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าผิวแห้งมากก็ควรหลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
หรือถ้าเป็นคนผิวแพ้ง่าย ก็ยิ่งต้องเลือกมากเป็นพิเศษ
7. ควรทดสอบการแพ้ครีมกันแดดก่อนใช้เสมอ
ด้วยการนำครีมกันแดดมาทาใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาที
แล้วสังเกตว่ามีอาการบวมแดงหรือไม่
(แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นกว่าจะปรากฏอาการแพ้
ดังนั้นจึงต้องรอดูอาการถึง 1-3 วัน เพื่อความแน่ใจ)
ถ้ามีอาการดังกล่าวแสดงว่าเราแพ้สารเคมีจากครีมกันแดดชนิดนั้น ๆ
ควรสังเกตวันหมดอายุของครีมกันแดดด้วย
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีกำหนดอายุประมาณ 2-3 ปี นับจากวันที่ผลิต
และไม่ควรเก็บครีมกันแดดไว้ในที่ร้อน ๆ…

3 วิธีดูแลตัวเองง่ายๆให้สวยเปล่งปลั่งทุกวัน

การดูแลตัวเองกับผู้หญิง แน่นอนว่าต้องเป็นของคู่กัน เพราะไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็ต้องอยากให้ตัวเองดูสวย
อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ผู้หญิงหากก้าวเข้าสู่วัยเอจแล้วย่อมเกิดปัญหาริ้วรอยมาให้กังวลใจ แล้วสาวๆ
อย่างเราจะนิ่งนอนใจกันอยู่ได้อย่างไรจริงไหมคะ วันนี้เรามีวิธีดูแลตัวเองง่ายๆ มาฝากคุณผู้หญิงไม่ว่าจะรุ่นเล็ก
รุ่นใหญ่ หรือวัยไหนก็สามารถทำตามได้ รับรองว่าคุณจะสะกดคำว่า “แก่” ไม่เป็นกันเลยทีเดียว
รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
“อาหาร” กับ “สุขภาพ” เป็นของคู่กัน ไม่ว่าใครก็อยากจะมีสุขภาพที่ดีกันทั้งนั้น
การดูแลตัวเองจึงเริ่มต้นจากการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงควรเริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบหลัก5หมู่
ที่ถือเป็นการดูแลตัวเองจากภายใน
ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขภาพอีกทั้งยังเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราสามารถทำได้ จึงควรรับประทานผัก ผลไม้
ที่ให้เกลือแร่และวิตามิน รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
หลีกเลี่ยงอาหารจะพวกไขมันที่สีปริมาณคลอเรสเตอรอลสูงๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีแล้ว
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เมื่อทานอาหารที่ดีแล้วสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการดูแลตัวเองจากภายในด้วยเช่นกัน
ยิ่งในสมัยนี้เป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย
การออกกำลังกายมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความชอบและสภาพร่างกายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา
หรือแม้แต่การเล่นฟิตเนต แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ ถือเป็นวิธีที่ช่วยดูแลตัวเองให้อ่อนเยาว์อยู่เสมอ
ถ้าเราหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน
พักผ่อนให้เพียงพอ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนอนยังเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ของการดูแลตนเอง
เพราะปัจจุบันเราจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าเวลานอน
จนลืมไปว่าสิ่งที่ดีและทำง่ายที่สุดคือการนอนหลับพักผ่อนร่างกาย อย่างน้อยเราควรจะนอนวันละ 8-12 ชั่วโมงต่อวัน
หรือการพักสายตาจากสิ่งที่ทำอยู่ก็ถือว่าเป็นการนอนในระยะเวลาสั้นๆ
ซึ่งคุณก็สามารถดูแลตัวเองจากภายในได้ ทั้งนี้การนอนจะส่งผลให้ใบหน้า และร่างกายของคุณดูสดชื่น
พร้อมที่จะลุยงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในวันของคุณได้อย่างสบาย…

นวัตกรรมการทำเลเซอร์

เลเซอร์ผิวหนัง คือ กระบวนการรักษาผิวอย่างหนึ่งที่ช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น
ด้วยการยิงแสงเลเซอร์เข้าตรงบริเวณที่เกิดความผิดปกติของผิว เพื่อทำการฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้สวยสุขภาพดี
ซึ่งครอบคลุมผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาหรือบริเวณหน้าผาก ฝ้า กระ จุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
หรือไม่เรียบเนียน ผิวไหม้จากแสงแดด รวมถึงปัญหาหลุมสิว หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว
ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีการทำเลเซอร์ได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก
เพราะนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาผิวที่เกิดขึ้นได้แล้ว
ยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ได้อีกด้วย
การเลเซอร์ทำเพื่อความสวยงาม
-Trios ใช้รักษากระตื้น และรอยดำ โดยการทำลายเม็ดสี ที่เข้มผิดปกติ ให้หลุดลอกออก
-ริ้วรอยเล็กๆ และริ้วรอยรอบปาก Trios จะกระตุ้นให้ผิวชั้นกลาง สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ริ้วรอยเล็กๆ
ก็จะลดลง
-รอยแดง เส้นเลือดแดงฝอยเล็กๆ และฝ้าเส้นเลือด Trios จะทำลายเส้นเลือดฝอยเล็ก และทำให้เส้นเลือดหดเล็กลง
-รูขุมขนที่กว้าง จะกระชับเล็กลง
-ปรับสภาพสีผิว ให้สม่ำเสมอ ลดความหมองคล้ำ ผิวขาวใสขึ้น
การปฏิบัติตัวหลังทำเลเซอร์
1. หลีกเลี่ยงการปะทะแสงแดดแรง ผิวหลังทำเลเซอร์จะมีความไวต่อแดดค่อนข้างมาก
เพราะแสงแดดคือตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ ทั้งรูขุมขนกว้าง เกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ
และทำให้ผิวเหี่ยวในที่สุด ดังนั้นควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ
แต่ควรเลี่ยงการปะทะแสงแดดแรง
2. ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด และเลือกใช้ครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว ล้าง
หน้าให้สะอาดทั้งเช้าและก่อนนอน สำหรับคนผิวแห้ง
หลังจากการทำเลเซอร์ควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์มากๆ บำรุงติดต่อกันสัก 1-2 สัปดาห์
เพราะเลเซอร์จะทำให้โครงสร้างผิวแห้งขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนผิวมันก็เลือกครีมบำรุงตามสภาพผิวปกติ
3. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพผิว การรับประทานอาหารให้ครบถ้วน
เพื่อให้ร่างกายได้นำไปใช้ในการซ่อมแซมและปกป้องดูแลผิวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
4. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เมื่อผิวต้องการความชุ่ม ชื้นเป็นพิเศษ
การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีแล้ว
ยังช่วยทำให้การเลเซอร์เห็นผลได้ดีอีกด้วย
5. ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำหลังการทำเลเซอร์ อย่างไร ก็ตาม
นอกจากการปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว ในบางกรณีการรักษาอาจจะมีข้อควรระวังเป็นพิเศษ
ดังนั้นควรปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ข้อเสียของการทำเลเซอร์
1. ผิวหน้าไวต่อแดด แพ้ง่าย เป็นแผลง่าย เนื่องจากเลเซอร์ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวชั้นบน
ผิวหนังจึงอักเสบง่ายและเกิดรอยแผล
2. ผิวหน้าระคายเคืองต่อเครื่องสำอางง่าย ผิวอ่อนแอ สครับผิวหรือนวดหน้าไม่ได้
3. ผิวหน้าแห้ง เป็นขุยง่าย ความร้อนจากการทำเลเซอร์ จะทำให้มีอาการผิวแห้ง ลอกเป็นขุยหลังทำ
4. ผิวหน้าเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำได้ง่ายขึ้น หากดูแลไม่ถูกวิธี ไม่หลบแดด ทายาไม่ครบ
จะทำให้เกิดจุดด่างดำได้ง่ายขึ้น
5. ต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากแพทย์เท่านั้น ไม่ สามารถใช้เครื่องสำอางปกติที่เรามีได้ ผลิตภัณฑ์จากแพทย์มีราคาสูง
ถ้าหมดก็ต้องกลับไปซื้อมาเพิ่ม ไม่สามารถใช้ครีมทั่วไปตามท้องตลาดได้อีก
6. ค่าใช้จ่ายสูง การทำเลเซอร์แต่ละครั้งมีราคาตั้งแต่หลักพันขึ้นไป
7. หยุดทำหน้าคล้ำเหมือนเดิม เลเซอร์ไม่ได้ให้ผลถาวรตลอดไป เมื่อหยุดทำผิวก็จะกลับมาเกิดปัญหาเช่นเดิม
8. รู้สึกเจ็บขณะทำ ความ ร้อนที่ถูกส่งผ่านลงไปยังผิิว ทำให้รู้สึกเจ็บ ถึงแม้เลเซอร์บางชนิดจะมีการเป่าลมเย็น
แต่ก็ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่ดี…

นั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกล ออฟฟิศ ซินโดรม

ออฟฟิศ ซินโดรมถือเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตของของคนที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์หรือใช้ tablet,
สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ซึ่งกลุ่มอาการนี้มักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่
โดยเฉพาะคนที่ชอบทำงานโดยนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
โดยไม่ค่อยได้ขยับร่างกายไปไหน ซึ่งหากปล่อยให้อาการนี้เป็นต่อไปเรื่อยๆ
อาจถึงขั้นรุนแรงจนเรื้อรัง ก็จะรักษาหายยาก จนรักษาด้วยยาไม่ได้
และอาจถึงขั้นผ่าตัดได้ วันนี้เราจึงนำวิธีป้องกันโรคนี้มาฝากทุกท่านได้นำไปใช้กัน
เนื่องจากใน 1 วัน เรามักอยู่ในท่านั่งเป็นส่วนใหญ่ การเริ่มต้นดูแลตัวเองเพื่อป้องกัน
ออฟฟิศซินโดรม จึงต้องมาเริ่มจากการนั่งให้ถูกต้อง เพราะท่านั่งที่ดี
รวมไปถึงการจัดของใช้ต่างๆ ให้หยิบจับได้สะดวก โดยอยู่ในท่าทางที่เหมาะสม
ก็จะทำให้ป้องกันอาการโรคนี้ได้ ซึ่งท่านั่งที่ถูกต้องนั้นทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
1. จอคอมพิวเตอร์ ต้องจัดให้อยู่ระดับเดียวกับสายตา โดยห่างจากตา 12-18 นิ้ว(ถ้าจอแบน)
2. รักษาระดับของหัวไหล่ โดยไม่ยกไหล่ขณะพิมพ์งาน พร้อมปรับพนักพิมพ์ 100-110องศา
3. จัดท่าให้ศอกตั้งฉากกับลำตัว โดยให้คีย์บอร์ดอยู่ระดับเดียวกับเมาส์ไม่วางไว้ต่ำกว่านั้น เช่น ในลิ้นชัก
4. ขาต้องตั้งฉากกับสะโพก โดยดูระดับความสูงของเก้าอี้ให้พอดี
5. มีที่วางพักเท้า เพื่อไม่ให้เท้าลอยขึ้นมาเวลานั่งทำงานนานๆ
สิ่งสำคัญคือ เวลาทำงานติดต่อกันไม่ควรให้เกิน 1-2 ชั่วโมง
และควรลุกเปลี่ยนท่าทางบ้าง อย่างน้อย 5-10 นาที
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ คนจำนวนมาก นิยมใช้คอมพิวเตอร์ notebook กันมาก
ซึ่งการใช้งาน notebook ก็ต้องอาศัยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอาการ ออฟฟิศซินโดรม ด้วยเช่นกัน
ในส่วนของขั้นตอนการปฏิบัติขณะนั่งทำงาน สำหรับผู้ที่ทำงานกับพวกโน๊ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คนั้น ให้จัดวางและทำท่านั่งตามขั้นตอนดังนี้
1. วางโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้นจากขอบโต๊ะ โดยให้จออยู่ระดับสายตา
2. หาเมาส์ และแป้นพิมพ์มาต่อเพิ่ม และพยายามปรับทุกอย่างให้มุมมอง
ท่าทางคล้ายกับการทำงานกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
3. ควรหาหมอนนุ่มๆ มาวางพักข้อมือ เมื่อทำงานติดต่อกันนานๆ
4. ไม่นอนเล่นโน๊ตบุ๊ค เพราะจะทำให้สายตาเสียได้
5. ไม่เล่นขณะที่แสงไฟไม่เพียงพอ หรือห้องมืดเกินไป
6. หากเล่นนานเกิน 1 ชั่วโมง ให้พักสายตาและข้อมืออยู่เสมอ
หากปฏิบัติตามขั้นตอนท่านั่งที่ถูกต้องแล้ว น่าจะทำให้อาการปวดหลัง ปวดตา
และนิ้วล็อกหายไป และห่างไกลจากอาการ ออฟฟิศ ซินโดรม
ในส่วนของวิธีป้องกันอื่นๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหานิ้วล็อค ปวดตา ยังคงมีอีก
แล้วเราจะนำมาให้คุณได้ติดตามกันในโอกาสต่อไป…

5 วิธีสุดเด็ดของการลดไขมันสำหรับคนอ้วน

ปัญหาคนที่มีรูปร่างอ้วน แน่นอนว่าคือข้อจำกัดของการออกกำลังกาย
ที่สามารถทำได้น้อยกว่าคนรูปร่างปกติ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากขึ้น
ซึ่งมันอาจจะส่งผลเสียทำให้เกิดอาการบาดเจ็บกับร่างกาย
เรียกได้ว่าจะทำเรื่องดีๆ แต่ดันมีข้อเสียซะอีก

โดยส่วนใหญ่หลายคนมักจะเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายแบบผิดๆ
ด้วยการตะบี้ตะบันออกกำลังกายเช่นการวิ่งเป็นชั่วโมง
จริงอยู่ว่าน้ำหนักของคุณนั้นลดลงแน่
แต่ทว่าไม่ใช่แค่ไขมันและน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป
แต่ยังมีในเรื่องของมวลกล้ามเนื้อที่ถูกทำลายไปด้วย
เนื่องจากมวลกล้ามเนื้อน้อยลง ทำให้ระบบการเผาผลาญเสีย
และลดน้ำหนักยากขึ้นด้วย
ซึ่งวันนี้เรามีวิธีที่จะช่วยลดไขมันได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะกับคนที่มีรูปร่างอ้วน ว่าควรที่จะเริ่มต้นอย่างไรให้เหมาะสม
1.ทานให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ

อันดับแรกคุณควรที่จะรู้เสียก่อนว่าร่างกายของเขานั้นต้องการพลังงาน
ในแต่ล่ะวันเท่าไหร่
ซึ่งปัจจุบันมีวิธีคำนวณมากมายในเว็บไซต์หาได้ง่าย
ลองลดพลังงานลงในแต่ล่ะวันไม่จำเป็นต้องมากเพียงแค่ 250 – 500
แคลอรี่ เพื่อใช้ส่วนต่างนี้ไปใช้ในการลดไขมันถือเป็นการลดอย่างช้าๆ
และมีคุณภาพ
ซึ่งการลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอะไรเพราะจะทำให้ร่างกายคุณดู
โทรม
2.ออกกำลังกายโดยใช้แรงต้าน

การออกกำลังกายเหล่านี้คือรูปแบบของ บอดี้เวท หรือ
เวทเทรนนิ่ง
ซึ่งการเล่นแบบนี้จะช่วยให้คงสภาพกล้ามเนื้อของร่างกายอยู่
โดยส่วนที่จะเสียไปคือไขมัน
เมื่อมวลกล้ามเนื้อของเรามีอยู่ก็ส่งผลให้ระบบเผาผลาญของร่างกายดีขึ้

และบางทีอาจจะเป็นการสร้างกล้ามเนื้อไปในตัวด้วยระหว่างที่ลดไขมัน
โดยเริ่มแรกควรเล่นในระดับต่ำๆไปก่อนให้ร่างกายได้ปรับตัว
จากนั้นก็ค่อยๆเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นตามความเหมาะสม
3.การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
การคาร์ดิโอ นั้นมีส่วนสำคัญสำหรับการลดน้ำหนัก
แต่ก็ไม่ได้สำคัญกับการลดไขมันมากมายสักเท่าไหร่
เพราะอย่างลืมว่าการ คาร์ดิโอ นั้นลดไขมันได้จริง
แต่ทว่าก็ยังเสียมวลของกล้ามเนื้อไปด้วย
แต่ข้อดีจะช่วยให้หัวใจของเรานั้นแข็งแรงขึ้นฟิตขึ้น แต่ทางที่ดีควร
คาร์ดิโอ ให้พอเหมาะและทำควบคู่ไปกับ บอดี้เวท
4.การจัดมื้ออาหาร
การจัดมื้ออาหารถือว่าสำคัญมากๆ
เพราะการลดไขมันหรือลดน้ำหนัก มาจากการควบคุมอาหารหรือไดเอต
70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเบี้องต้นคือพยายามตัดอาหารประเภทหวาน, ของมัน,
ของทอด ออกจากมื้ออาหารให้ได้มากที่สุด
เพียงเท่านี้น้ำหนักก็จะลดลงแน่นอน
และส่วนเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
ไม่ใช่ว่าตัดอาหารที่ให้พลังงานอย่างแป้งออกไปเลยหรือไม่กินผัก
5.อย่าใจร้อน
การลดน้ำหนักที่ดีและยั่งยืนควรที่จะทำไปอย่างช้าๆ
ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือใช้ทางลัดเช่นยาลดน้ำหนักที่มีการโฆษณาที่เกิ

นจริง เพียงแค่คุณออกกำลังกายบ้าง คุมอาหารให้เหมาะสม
เท่านี้รูปร่างของคุณก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน…

อาหารช่วยลดสิว

สิวเป็นปัญหาด้านผิวหนังเบื้องต้นที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้คนทุกเพศทุกวัย
โดยเป็นปัญหาที่สามารถรักษาได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีสมดุลและรักษาวิถีชีวิตที่สมดุลและมีสุขภาพดี
โดยคำแนะนำจากนักศัลยกรรมด้านความงามเกี่ยวกับการจัดการสิว มีดังนี้

ข้าวกล้อง
เป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินบี โปรตีน แมกนีเซียม
และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด สำหรับปัญหาผิวหนังอย่างสิว
วิตามินบีจะทำหน้าที่เป็นนักต่อสู้กับความเครียดของผิวหนังของเรา
ซึ่งวิตามินบีนี่แหละที่จะช่วยควบคุมระดับของฮอร์โมนและป้องกันไม่ให้เกิดสิวได้

กระเทียม
เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ช่วยต่อสู้กับอาการอักเสบ
เพราะในกระเทียมมีสารเคมีที่เรียกว่า Allicin
ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณ
ที่สำคัญกระเทียมได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยลดการอักเสบจากสิวได้

บรอกโคลี
เป็นอาหารล้างพิษที่สมบูรณ์แบบ
เพราะบรอกโคลีมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี
วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค และสารต้านอนุมูลอิสระอีกเป็นจำนวนมาก
ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้สามารถเพิ่มความสว่างใสให้กับผิวของคุณได้

เนื้อปลา
เป็นที่รู้จักกันดีว่าเนื้อปลาเป็นปลาแหล่งที่ดีของกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6
ซึ่งกรดเหล่านี้มีความสามารถในการช่วยลดการอักเสบในผิวหนัง

ถั่ว
ถั่วส่วนใหญ่มีซีลีเนียม วิตามินเอ ทองแดง แมกนีเซียม แมงกานีส โพแทสเซียม
แคลเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวที่มีสุขภาพดี

ชาเขียว
การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า ชาเขียวนั้นช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น
นอกจากการดื่มแล้ว
การใช้ถุงชาเขียวหรือถุงผ้าจุ่มลงในชาเขียวแล้วนำมาประคบที่บริเวณที่เป็นสิวประมาณ 10-15 นาทีจะทำให้รอยแดงหรือการอักเสบลดลงได้

องุ่นแดง
ผลและเมล็ดขององุ่นมีสารเคมีตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสภาพผิวอักเสบ
เช่นโรคสะเก็ดเงินและโรคเรื้อนกวาง
นอกจากนี้องุ่นยังสามารถช่วยควบคุมผลข้างเคียงของปฏิกิริยาภูมิแพ้บนผิวหนัง

ต้นอ่อนอัลฟัลฟ่า
อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าในการทำความสะอาดและล้างพิษบนผิวหนัง
นอกจากนี้ในต้นอ่อนอัลฟัลฟ่ายังมีเอนไซม์ที่มีชีวิตที่ช่วยต่อสู้กับการอักเสบได้อีกด้วย

อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอและแคโรทีนอยด์
อาหารจำพวกนี้ ได้แก่ น้ำแครอท แครอทสด ผักโขม ผักคะน้า แคนตาลูป ซุปผัก
มะม่วง มะละกอ ข้าวโอ๊ตบด ถั่วแช่แข็ง และน้ำมะเขือเทศ
รวมถึงลูกพีชสดและพริกหวาน ก็จะช่วยลดเรื่องสิวได้เช่นกัน…

สุขภาพวิธีการอยู่ห่างจากกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน ถือว่าเป็นอาการเจ็บป่วยที่มาแรงในยุคนี้ กับวิถีชีวิตของคนเมือง ที่ต้องทำอะไรอย่างเร่งรีบทำงานทั้งวัน
กว่าจะได้ทานข้าวเย็นก็มืดค่ำ และพอถึงเวลาก็ต้องนอนเลยโดยที่อาหารที่ทานเข้าไปตั้งแต่ตอนเย็นยังไม่ย่อยดี
หลายคนอาจเข้าใจแค่เพียงว่า โรคกรดไหลย้อนจะมีแค่อาการปวด จุก แน่นท้อง เรอเปรี้ยว และแสบหน้าอกเท่านั้น
แท้ที่จริงแล้วกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหาร
และถ้ามีมากพอก็อาจจะไหลย้อนขึ้นไปที่กล่องเสียง คอหอย และช่องทางเดินของหูได้ ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่กล่องเสียง
ผู้ป่วยก็อาจมีอาการเสียงแหบเรื้อรังทุกเช้า แต่พอสาย ๆ ก็จะหายไปเอง…ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่คอหอย
ผู้ป่วยก็อาจรู้สึกว่ามีก้อนอะไรจุกอยู่ในคอ มักจะไอหรือกระแอมเป็นประจำ ไม่มีไข้
ไม่มีเสมหะ…ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่ช่องทางเดินของหู ผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการหูอื้อเป็นประจำ ทั้ง ๆ
ที่ให้หมอตรวจแล้วว่าหูปกติดี เป็นต้น ก็อย่างที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นว่า
ความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อนนี้เกิดจากการกินอาหารซะส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารรสเผ็ดมาก ๆ
หรือรสเปรี้ยวมาก ๆ หรือการกินอาหารประเภททอดที่มีไขมันสูง การดื่มเครื่องดื่มประเภทชูกำลัง น้ำอัดลม กาแฟ เป็นต้น
สำหรับอาการ กรดไหลย้อนทำให้เกิดอาการพะอืดพะอม รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก จุก เสียด แน่น เรอ มักเป็นหลังจาก
หลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ อาหารจะผ่านการย่อยทางปากก่อน และผ่านหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร
ช่วงที่ปลายหลอดอาหารกล้ามเนื้อหูรูด ปิดทางไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นไปยังหลอดอาหารอีก
โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดทำงานผิดปกติ หย่อนตัว
และเปิดทางให้กรดในกระเพาะไหลกลับไปยังหลอดอาหารจนมีอาหารขย้อนไปยังลำคอ ช้าๆ
ถ้าไม่ได้รับการรักษาและปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลในหลอดอาหาร มีเลือดออก
หลอดอาหารตีบ จนกลืนอาหารลำบาก และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
สำหรับวิธีที่จะหนีจากโรคนี้คือ หลีกเลี่ยงการนอนราบหลังรับประทานอาหารทันที รวมไปถึงการออกกำลังกาย
การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ
อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟูด เนย นม
หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม
เป็นต้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา
ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น…

ขจัดกลิ่นปากให้หมดไปด้วยอาหาร 5 ชนิด

เรื่องของกลิ่นปากไม่ใช่เรื่อเล็ก ๆ ที่จะสามารถมองข้ามไปได้
นอกจากจะทำให้คุณเสียบุคลิกแล้ว
ยังสร้างความรำบากใจให้แก่คนรอบข้างเป็นอย่างมาก ควรหาวิธีแก้ไขด่วน ๆ
วิธีการกำจัดกลิ่นปากก็ง่าย ๆ แค่แปรงฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือสเปรย์ดับกลิ่นปาก
หรือจะใช้วิธีที่สะดวกว่านั้นหน่อยอย่างการใช้ลูกอม หรือ หมากฝั่ง
ที่มีมินต์เป็นส่วนผสม ก็จะช่วยดับกลิ่นปากได้
นอกจากนั้นอาหารบางชนิดก็ยังช่วยลดกลิ่นปากได้
1. ผักชีฝรั่ง
ในผักชีฝรั่งนั้นอุดมไปด้วยสาร โมโนเทอร์ปีน ซึ่งจะเข้าไปช่วยยับยั้งแบคทีเรีย
และยับยั้งกลิ่นปากได้
2. ใบสาระแหน่
ใบสาระแหน่ สามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรีย และยับยั้งกลิ่นปากได้ เนื่องจากมีสาร
โมโนเทอร์ปีน เหมือนกันกับผักชีฝรั่ง
3. ลูกเกด
ลูกเกด เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยกรดโอลีโนอิค
ที่มีความสามารถในการป้องกันแบคทีเรียในช่องปาก ส่งผลให้กลิ่นปากน้อยลง

4. วาซาบิสด
สารไอโซไทโอไซยาเนต ที่มีอยู่ในวาซาบิสด
จะทำหน้าที่กำจัดแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก
และช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย
ส่งผลให้ปากของเราสะอาด จึงไม่มีกลิ่นปาก
5. ชาเขียว
เราจะเห็น น้ำยาบ้วนปาก ยาระงับกลิ่นปาก และยาสีฟัน
หรืออะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับสุขภาพในช่องปาก มักจะมีชาเขียวเป็นส่วนผสมเสมอ
นั้นก็เป็นเพราะชาเขียวมีสรรพคุณในการยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย
และช่วยลดกลิ่นปากได้นั้นเอง
สำหรับการทานอาหารครั้งต่อไป
แนะนำว่าให้ลองหาเมนูที่มีสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบมาทานกันดู
รับรองว่าเรื่องกลิ่นปากจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณอีกต่อไป
นอกจากจะใช้ตัวช่วยเสริมเหล่านี้แล้ว
ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพปากและฟันให้ถูกสุขอนามัยกันด้วย…

การดูแลตัวเองในช่วงลดน้ำหนัก

การที่เรามีอาการอยากกินนู่น อยากกินนี่ตลอดเวลา สาเหตุอาจจะเกิดมาจากการที่เราทำนิสัยบางอย่างซ้ำๆ
จนเกิดเป็นความเคยชิน โดยที่เราไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราอ้วน
ดังนั้นการดูแลตัวเองในช่วงนี้จึงจำเป็นอย่างมาก

1. ตั้งเป้าหมายของตัวเองแบบพอดี
การตั้งเป้าหมายไว้จะ ช่วยให้เราเกิดแรงมุ่งมั่นและมีกำลังใจในการลดน้ำหนัก อย่างเช่น
เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดให้ได้ 10 กิโลกรัม เดือนหนึ่งเราควรลดให้ได้อย่างน้อย 3
กิโลกรัมอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนครบ

2.เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน
อาหารเช้าสำคัญแต่แนะนำว่าให้กินธัญพืช 1 ถ้วยคู่กับนมอัลมอนด์ หรือโยเกิร์ตกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่
แทนอาหารมื้อใหญ่ไขมันสูง เพราะจะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น

3.กินของว่าง 2 มื้อต่อวัน
การกินของว่างระหว่างวันจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้ทำงานอย่างเต็มที่ค่ะ
แต่ของว่างที่ว่านี่ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวที่แคลอรีสูงนะคะสาวๆ ควรเน้นกินเป็นผลไม้ เช่น เบอร์รี่ทั้งหลาย
หรือถ้าอยากหวาน อยากกินขนม ควรเลือกเป็นเจลาตินที่เป็นแบบไม่มีน้ำตาลธัญพืชอบกรอบ หรืออัลมอนด์
จะช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง และไม่อ้วนด้วย

4.สร้างแรงบันดาลใจ
การลดน้ำหนักที่หลายคนมักประสบความสำเร็จนั้นและได้ผล อย่างหนึ่งก็มากจากแรงบันดาลใจและแรงผลักดัน
อย่างการแปะรูปศิลปินที่ชื่นชอบ หรือแม้กระทั้งนางแบบที่เราชื่นชอบเอาไว้บนหน้าจอคอม ตู้เย็น หน้ากระจก
เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เรามีกำลังใจ

5.ทำอาหารทานเองที่บ้าน
วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เหมาะสำหรับคน ลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก
เพราะนอกจากจะได้คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนแล้ว
เรายังสามารถที่จะควบคุมปริมาณแคลอรี่ในแต่ละมื้อได้ดีกว่า และมั่นใจได้ว่าอาหารนั้นสะอาดและก็ปลอดภัย

6.ลดการกินโซเดียมให้น้อยลง
แม้ว่าเกลือและน้ำปลา หรือเครื่องปรุงทั้งหลายจะทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น แต่การกินโซเดียมมากเกินไป
จะทำให้เราตัวบวมได้ง่าย ดังนั้นอาหารที่เราปรุงเองควรลดเกลือหรือโซเดียมให้น้อยลง

7.พยายามอย่าเครียด
ความเครียดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา เช่น หน้าแก่ มีริ้วรอย ปวดหัว ไมเกรน
นอนไม่หลับ หลายๆ คนเวลาเกิดความเครียด จะไปลงที่การกิน รู้สึกเหมือนอยู่เฉยๆ
ไม่ได้ต้องหยิบอะไรเข้าปากไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความรู้สึกเครียด แต่การกินเพราะความเครียด
ส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมในภายหลังเช่น กินไม่หยุดแล้วน้ำหนักขึ้น
เราก็จะเครียดมากกว่านี้อีกหลายเท่า…