ไม่ออกกำลังกายส่งผล ‘ร้าย’ มากกว่าสูบบุหรี่

วารสารการแพทย์ JAMA ของสหรัฐอเมริกาเผยว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายอาจเสี่ยงกับการมีปัญหาด้านสุขภาพมากกว่าคนสูบบุหรี่ การศึกษาดังกล่าวดำเนินการโดยคลีฟแลนด์คลินิก (Cleveland Clinic) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของเมืองคลีฟแลนด์ ได้ศึกษาคนไข้จำนวน 122,007 คนตั้งแต่ปี 1991-2014 โดยให้พวกเขาวิ่งบนลู่วิ่งและบันทึกอัตราการเสียชีวิตหลังจากนั้น

นักวิจัยได้ค้นพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการมีอายุยืน การมีสุขภาพดี และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือ ผู้ที่มีความฟิตของร่างกาย หรือร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้คนๆ นั้นเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ติดขัด และไม่อ่อนล้าง่าย ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตลดลงโดยเฉพาะในคนไข้สูงวัยและผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง

“ผู้ที่มีร่างกายไม่ฟิตหรือไม่ชอบออกกำลังกายจะเสี่ยงมีโรคภัย รวมไปถึงเสี่ยงเสียชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งเร็วกว่าผู้ที่ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยเป็นเบาหวาน และคนสูบบุหรี่” ดร.วาเอล จาเบอร์ กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น “นับเป็นผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจมาก เนื่องจากเราไม่เคยเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขนาดนี้มาก่อน”

นอกจากนี้ การทดลองดังกล่าวยังพบด้วยว่า ผู้ที่ออกกำลังกายหนักไม่เสี่ยงกับการเสียชีวิต ในทางตรงกันข้ามผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตได้…

10 ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง

1.ขนุน

ผลไม้กลิ่นแรงที่มีประโยชน์เกินคาด โดยนอกจากขนุนจะมีวิตามินอีสูงแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินบีรวม สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี และแร่ธาตุชนิดอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวพรรณและมีส่วนช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและริ้วรอยอีกด้วย

2.มะขามเทศ

มะขามเทศเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และในมะขามเทศเองก็มีวิตามินอีอยู่ไม่น้อย ดังนั้นทั้งวิตามินซีและวิตามินอีในมะขามเทศจึงผนึกกำลังกันต้านอนุมูลอิสระ บำรุงร่างกาย ปกป้องความเสื่อมของเซลล์ผิว ลดโอกาสเกิดภาวะอุดตันของเส้นเลือด และยังช่วยในการขับถ่ายเพราะมะขามเทศมีไฟเบอร์มากอีกด้วยมะม่วง

3.มะม่วง

เป็นผลไม้ที่มีให้กินเกือบทุกฤดูเลยก็ว่าได้ และประโยชน์ของมะม่วงที่น่าสนใจมาก ๆ คือเป็นผลไม้ที่มีวิตามินอีอยู่ด้วย โดยเฉพาะมะม่วงเขียวเสวยดิบ มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก และมะม่วงยายกล่ำสุก

4.มะเขือเทศราชินี

กินมะเขือเทศแล้วผิวจะสวย ข้อมูลนี้เรารู้กันมานาน นั่นก็เพราะมะเขือเทศมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณ รวมทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะในมะเขือเทศราชินีลูกจิ๋ว ๆ สรรพคุณไม่เล็กน้อยเลยนะจะบอกให้

5.แก้วมังกรเนื้อชมพู

แก้วมังกรเนื้อสีชมพูออกม่วงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชนิดแอนโทไซยานิน มีวิตามินซี วิตามินอี ค่อนข้างสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมน้ำตาลในเลือด ช่วยลดน้ำหนัก แก้ท้องผูก บำรุงผิวพรรณ และช่วยขับสารพิษในร่างกายก็ได้ด้วย

6.สตรอว์เบอร์รี

ผลไม้สีแดงสดรสชาติอร่อยอย่างสตรอว์เบอร์รีไม่ได้มีดีแค่ที่เรา ๆ ทราบกัน เพราะนอกจากสตรอว์เบอร์รีจะมีวิตามินซีสูงแล้ว ในสตรอว์เบอร์รียังมีวิตามินอีค่อนข้างมาก มีส่วนสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และช่วยบำรุงหัวใจ

7.กล้วยไข่

ในบรรดากล้วยทุกชนิด กล้วยไข่เป็นกล้วยที่มีวิตามินอีอยู่มากที่สุด และข้อดีของกล้วยไข่คือกินง่าย รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เฉพาะตัว ที่สำคัญกล้วยยังมีเพคตินช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและระบบขับถ่าย แถมยังช่วยบำรุงผิวพรรณได้ด้วยนะ

8.ทับทิม

วิตามินอีหาได้จากทับทิมด้วยเหมือนกันค่ะ โดยนอกจากวิตามินอีแล้ว ในเมล็ดทับทิมยังมีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกเพียบ !

9.อะโวคาโด

วิตามินอีละลายได้ดีในไขมัน และอะโวคาโดก็เป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันชนิดดีอยู่ถึง 70% ดังนั้นเมื่อเรากินอะโวคาโดเข้าไป ร่างกายก็จะได้รับวิตามินอีที่ถูกไขมันละลายแบบพร้อมใช้ประโยชน์แล้วเรียบร้อย กลายเป็นความอร่อยที่ทุกคนคู่ควร

10.กีวี

วิตามินอีพบได้ในกีวีด้วยเช่นกัน ทั้งในกีวียังมีสารพฤกษเคมีอีกหลายชนิดที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และยังมีวิตามินซีช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอีกด้วย

 

 …

กินเจนอกจากได้บุญยังได้สุขภาพที่ดีด้วย

ในตอนนี้เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ ที่มีประจำทุกปี
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีน ก็กินได้
เพราะถือเป็นการลดละเนื้อสัตว์สักครั้งใน 1 ปี
ที่สำคัญคนสมัยนี้ใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น
ทำให้การกินเจที่มีหลักสำคัญคือการละเว้นเนื้อสัตว์ได้รับความนิยมขึ้น
ทุกปี จนกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ของคนรักสุขภาพไปซะแล้ว
วันนี้เรามีโยชน์ของการกินเจมาฝากกัน ไม่ใช่แค่ได้บุญอย่างเดียวนะ
ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเราด้วย
1.ล้างสารพิษในร่างกาย
การรับประทานผักและผลไม้ นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว
ยังเป็นกากใยชั้นเลิศที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารของเร
าทำงานได้ดี เมื่อกินเข้าไปมาก ๆ
ก็จะช่วยขับของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเราออกมา
ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่เป็นปัญหาเรื้อรังสั่งสมมานานของใครหลา
ยคนที่ชอบกินเนื้อ
2.ดูแลผิวพรรณดีขึ้น
ใครจะเชื่อว่าการกินเจก็ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้นได้
แต่นี่เป็นความจริงอย่างมิต้องคลางแคลงใจเลย เพราะวิตามิน แร่ธาตุ
สารต้านอนุมูลอิสระและสารพัดสารพฤกษเคมีในผัก ผลไม้ต่าง ๆ
ยิ่งกินมากก็ยิ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง สดใส
ไม่หย่อนคล้อยก่อนวัยอีกด้วย
นอกจากนี้แล้วการกินเจยังสามารถช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก
อีกด้วย
แต่ทั้งนี้ต้องเลือกและพิจารณากับประเภทของอาหารที่เราทานเข้าไปให้
เหมาะสมด้วย
3.พักอวัยวะต่างๆในร่างกาย
อาหารเจส่วนใหญ่จะเน้นพืชผักเป็นหลัก
ผสมกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
และโปรตีนจากถั่วซึ่งย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์และไขมันมาก

จึงทำให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนัก ๆ
มาตลอดทั้งปี ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี
ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย
4.ลดความเสี่ยงหลายโรค
การกินเจนั้นช่วยในการลดความเสี่ยงให้ก่อเกิดโรคต่างๆมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสมอง
ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ริดสีดวงทวาร โรคเกาต์ ฯลฯ ต้องชิดซ้าย
ถ้าเรากินอาหารเจเป็นประจำ เพราะอาหารเจจำพวกผัก
ผลไม้มีเส้นใยอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดคอเลสเตอรอล
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ต่างจากอาหารจำพวกเนื้อแดงและไขมันที่เต็มไปด้วยไขมันที่ไม่ดีและค
อเลสเตอรอลตัวร้ายที่คุกคามสุขภาพของเรา
5.ร่างกายแข็งแรงขึ้น
ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ
ได้สูงกว่าคนปกติธรรมดาสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
ในบรรดาผู้ที่กินอาหารเจ
อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฏโด
ยเฉพาะโรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ
ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต
ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าส์ โรคเบาหวานฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย
ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร…

หลากหลายวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

ทราบกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าการนอนหลับพักผ่อนคือวิธีที่ดีในการรักษาสุขภา
พ แต่สำหรับบางคนเวลานอนอาจจะไม่ค่อยโอเคสักเท่าไหร่นัก
ถ้าอย่างนั้นลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกัน

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้ใครหลายคนพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรก็คืออาการนอนไม่หลับ
นี่คือสิ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานไม่ใช่น้อยเลย
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถใดๆ
เลย และก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาช่วยด้วย
และนี่ก็คือหลากหลายวิธีที่อยากให้ลองนำไปปรับใช้กัน
เผื่อที่จะช่วยให้หลับได้ง่ายมากขึ้น

ก่อนอื่นเลยก็คือต้องกำหนดเวลาตื่นนอนให้เป็นเวลาแน่นอน
อย่างเช่นถ้าปกติในวันทำงานตื่นนอนตอน 6 โมงเช้า
ก็ควรที่จะตื่นในเวลานี้สำหรับวันหยุดพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์
หรือว่าวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ถ้าหากว่าอยากพักผ่อนต่ออีกนิด
ก็ขอให้เป็นเวลาตื่นที่ใกล้เคียง ไม่ใช่ว่าหลับชดเชยไปจนถึงเที่ยง
เพราะมันจะทำให้ร่างกายจดจำแล้วพาลจะนอนไม่หลับเอาได้ในเวลากลางคืน

ช่วงระหว่างวันนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะนอนงีบแบบยาวๆ
เพราะว่ามันจะทำให้เราไม่ง่วงในเวลากลางคืนซึ่งควรจะต้องนอนหลับแบบสนิทจริ
งๆ ถ้าหากว่างีบสัก 10-15 นาทีก็คงไม่เป็นอะไร
แต่ถ้านานกว่านั้นรับรองได้เลยว่าพฤติกรรมการนอนหลับของเราจะรวนแน่ๆ

การดื่มนมอุ่นๆ หรือว่าไปอาบน้ำอุ่นๆ
ให้ร่างกายได้ผ่อนคลายก่อนที่จะเข้านอนก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน
มันจะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายมากขึ้น
ขณะที่บรรยากาศในห้องนอนก็มีผลเช่นกัน
เมื่ออาบน้ำอุ่นมาแล้วเจอกับห้องนอนเย็นๆ
ซุกผ้าห่มก่อนนอนมันเป็นอะไรที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายสุดๆ
นี่แหละเป็นวิธีที่จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายมากขึ้น

นอกจากนี้แล้วบรรยากาศอื่นๆ ภายในห้อง
อย่างเช่นเสียงรบกวนก็ควรจัดการให้ดี เพราะถ้าหากว่าห้องนอนเงียบ
มันก็จะทำให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับใครก็ตามที่ยังมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ หรือว่านอนหลับยาก
ถ้าเป็นไปได้ก็ลองงดเครื่องดื่มที่มีสารนิโคตินอย่างเช่นชาหรือกาแฟดูสักระยะ
เพราะว่ามันมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับ
แต่ถ้าเกิดว่าอยากจะดื่มจริงๆ ก็ให้ดื่มไม่เกินช่วงบ่ายๆ
เพราะจะได้เผื่อเวลาให้ร่างกายของเราขับสารเหล่านี้ออกไปให้หมด
ก่อนที่จะถึงเวลาเข้านอนนั่นเอง

นี่แหละคือหลากหลายวิธีที่หากว่าลองนำไปปรับใช้ก็จะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่าย
ขึ้น ใครที่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่ควรจะศึกษากันเอาไว้…

ทานอาหารแยกเป็น 5 มื้อย่อยๆ ช่วยให้น้ำหนักลดได้อย่างไร

ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ในขณะนี้
เชื่อว่าคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่าการรับประทานอาหารแยกเป็น 5 มื้อย่อยๆ
นั้นจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดี แล้วมันเป็นไปได้อย่างไรกัน

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าโดยปกติแล้วมนุษย์เราจะรับประทานอาห
ารกันโดยแบ่งออกเป็น 3 มื้อใหญ่ นั้นก็คือมื้อเช้า, มื้อกลางวัน และก็มื้อเย็น
ซึ่งแต่ละมื้อนั้นก็จัดเต็ม ทานกันอย่างเต็มอิ่ม
ขณะที่การรับประทานอาหารในทฤษฎีใหม่ที่ว่าแบ่งออกเป็น 5 มื้อย่อยนั้น
จะช่วยให้น้ำหนักของเราลดลง ที่สำคัญยังดีต่อสุขภาพมากด้วย

การรับประทานอาหารโดยแบ่งออกเป็น 5 มื้อย่อยๆ นั้น เราจะต้องทานทีละนิด
ไม่ใช่ว่าจัดเต็มกันเหมือนแต่ก่อนที่จะรับประทานกันเป็น 3 มื้อใหญ่
โดยการแบ่งออกเป็นหลายมื้อต่อวันเช่นนี้จะกระตุ้นในระบบเผาผลาญในร่างกาย
ของเราได้ทำงานกันอยู่ตลอดเวลา
ส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักที่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เริ่มต้นกันตั้งแต่มื้อเช้า
ซึ่งแม้จะไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นมื้อที่มีความสำคัญที่สุด
แต่อันที่จริงเราก็ไม่ต้องไปรับประทานกันแบบจัดเต็มมากนักก็ได้
โดยให้เน้นไปที่อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ให้พลังงานสำหรับการใช้งานในช่วงเช้า ก่อนที่จะข้ามไปถึงมื้อย่อยมื้อถัดไป

อาหารที่ควรรับประทานเป็นหลักก็คือพวกคาร์โบไฮเดรต
ขณะที่โปรตีนและไขมันก็อย่าให้ขาดมากจนเกินไปนัก
ที่สำคัญคือห้ามอดอาหารอย่างเด็ดขาด เพราะการที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญที่สุดของการรับประทานอาหารในแนวทางนี้ก็คือจะต้องแน่ใจว่าปริมาณ
อาหารที่ทานเข้าไปนั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

และไม่มากเกินไปกว่าความจำเป็น พูดง่ายๆ คือพอให้ท้องอิ่ม
ไม่หิวจนทรมานเกินไปนักก็พอแล้ว

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารแบ่งออกเป็น 5 มื้อย่อยๆ แบบนี้
ก็ใช่ว่าเราจะต้องใช้ชีวิตกันแบบประหยัดพลังงาน
ให้เราพยายามหาเวลาออกกำลังกายไปด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี
และเมื่อออกกำลังกายจนร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเข้าไปเพิ่มเติม
เราก็สามารถที่จะรับประทานอาหารเข้าไปให้ร่างกายอิ่มท้องได้
ไม่ต้องฝืนมากจนเกินไปนัก

นี่ก็คือแนวทางการรับประทานอาหารที่แตกต่างออกไปจากการใช้ชีวิตตามปกติ
การแบ่งออกเป็น 5 มื้อย่อยๆ
เช่นนี้อาจทำให้เราต้องมาหาอะไรรับประทานกันบ่อยขึ้นกว่าเดิม
แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็จะติดเป็นนิสัย ในระยะยาวแล้วจะทำไหวกันหรือเปล่า
ถ้าใครตั้งใจจริงที่จะลดน้ำหนัก ลองดูสักตั้งก็ไม่มีอะไรเสียหาย…

ทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ความงาม

นี่คือความแตกต่างระหว่าง เครื่องสำอางและเวชสำอาง   จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่ทำไมคลินิกความงามจึงมีคนเข้ามารักษาผิวหน้ากันมากมาย โดยจะขอแยกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นกลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มเวชสำอาง
กลุ่มเครื่องสำอาง
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้รับความนิยมกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
แล้วเครื่องสำอางมีความแตกต่างจากเวชสำอางอย่างไร
ราคา เครื่องสำอางจัดเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อให้ได้รับความนิยมในตลาดทั่วประเทศ
ด้วยเหตุนี้จึงเน้นที่ราคาถูก เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงสินค้าได้ง่าย มีจำหน่ายทั่วไป
และเราจะเห็นโฆษณาสินค้าได้ในทุกสื่อ โดยเฉพาะทางทีวี
หาซื้อได้ง่าย เนื่องจากเป็นสินค้าเพื่อคนส่วนใหญ่และมีราคาถูก   ผู้ผลิตจึงต้องวางสินค้าทั่วประเทศ
ประสิทธิภาพ แต่มีสิ่งหนึ่งที่บรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทุกคนกลัวก็คือ ภาพลักษณ์ของสินค้า
โดยเฉพาะการแพ้หรืออาการข้างเคียงจากการใช้   ด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตเหล่านี้
จึงไม่กล้าใส่สารออกฤทธิ์ที่สำคัญในปริมาณเข้มข้นเพราะอะไร? …
เพราะว่า… ถ้าเมื่อไหร่ที่มีคนใช้และเกิดอาการหน้าแดง คันหรือบวม (เพียงแค่ 1 คน) ก็ตาม
และถ้าเรื่องนี้หลุดเข้ามาเป็นข่าว   ข่าวนี้ก็จะแพร่ออกไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว
และคนส่วนใหญ่จะรับรู้ข่าวในด้านลบ ถึงข่าวที่ออกไปจะไม่เป็นเรื่องจริง
หรือถ้าจริงก็ตามและมีการต่อสู้เป็นคดีความ   ในท้ายที่สุดเจ้าของผลิตภัณฑ์ก็จะชนะคดีความ
(เพราะการแพ้หรืออาการข้างเคียง มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอกับทุกคน)   แต่คนส่วนใหญ่จะกลัวไว้ก่อน
นี่คือสิ่งที่เจ้าของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้กลัวกันมาก และเรื่องนี้
ก็เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อหลายปีก่อนกับผลิตภัณฑ์ทาหน้าอกตัวหนึ่ง ซึ่งดังมากเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา
แต่พอมีข่าวลบออกมาและเป็นคดีความอยู่หลายปี   ในท้ายที่สุดบริษัทนี้ก็ชนะคดี
แต่สินค้าก็ถูกถอนออกจากตลาดไปแล้ว เพราะขายไม่ได้
สรุป… ผู้ที่เสียหายมากที่สุด ก็คือ บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ทาหน้าอก ถึงแม้จะชนะคดีก็ตาม
เป็นความเสียหายที่ประมาณค่าไม่ได้ทางธุรกิจ
ดังนั้น สินค้าในกลุ่มนี้จึงเห็นผลน้อยมากจากการใช้   ถึงแม้จะใช้เป็นประจำทุกวันก็ตาม
เนื่องจากมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ต่ำ จึงมีความปลอดภัยสูง   ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องขอคำแนะนำจากผู้ใด
กลุ่มเวชสำอาง
-ราคา
เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้แล้วออกฤทธิ์แรงและเห็นผล เร็ว เพราะผู้ผลิตใส่สารออกฤทธิ์ในความเข้มข้นสูง
ซึ่งสารพวกนี้มีราคาสูง   ทำให้ต้นทุนสินค้าจึงมีราคาสูงตามไปด้วย
-ประสิทธิภาพ
อย่างที่บอกไปแล้วว่า เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญในความเข้มข้นสูง   สินค้าจึงเห็นผลเร็ว
จากการใช้เพียงไม่กี่ครั้งและก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีความเข้มข้นสูง ก็ย่อมมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงหรือแพ้จากการใช้ได้เป็นเรื่องธรรมดา
-การใช้งาน
เนื่องจากมีความเข้มข้นสูง จึงต้องระมัดระวังในการใช้   ดังนั้นจึงต้องอยู่ในการดูแลของผู้ที่เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด
สินค้าจึงมีจำหน่ายผ่านทางคลินิกแพทย์ความงามเป็น ส่วนใหญ่
และตามศูนย์ดูแลให้คำปรึกษาของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมดังจากต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าราคาก็เป็นหลักพันขึ้นไปจนถึงหมื่น
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณคงต้องให้คำแนะนำกับลูกค้าของคุณว่า เขาต้องการผลลัพธ์แบบไหน
ถ้าไม่กลัวเรื่องแพ้ และต้องการเห็นผลเร็ว ก็เลือกใช้เวชสำอาง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะแจ้งให้คุณทราบก็คือ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยี่ทางการแพทย์
และความงามได้เจริญก้าวหน้าจนเกือบจะมาบรรจบกัน (จากเดิมที่วิ่งขนานกันมาตลอด) ซึ่งอีกไม่นาน
พวกเราคงจะได้เห็นสินค้านวัตกรรมที่มีความปลอดภัยมากขึ้น และเห็นผลเร็ว ในราคาที่สมเหตุสมผล…

ข้อดี-ข้อเสียของกิจกรรมการออกกำลังกาย 4 ชนิด

ขึ้นชื่อว่าการออกกำลังกาย นั้นเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน
แต่ทว่าทุกอย่างเมื่อมีข้อดีก็ย่อมจะมีข้อเสียด้วยถือเป็นเรื่องธรรมดาบนโ
ลกนี้ โดยเรามีข้อดี-
ข้อเสียของการทำกิจกรรมออกกำลังกายแต่ล่ะชนิดมาฝากกัน
1.เดิน
การวิ่งนั้นถือเป็นการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตามถ้าจะให้ได้ผลดีกับสุขภาพ จะต้องเดินเป็นเวลานาน เช่น
อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง
พร้อมทั้งช่วยลดน้ำหนักเพราะสามารถดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ได้ค่อ
นข้างดี
ส่วน ข้อเสียของการเดิน คือ
ใช้เวลามากแรงกระแทกต่อร่างกายน้อย มีผลแค่ชะลอการลด
ลงของมวลกระดูก แต่ไม่สามารถเพิ่มมวลกระดูกได้
เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความฟิตต่ำ
ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
2.วิ่ง
การวิ่งในที่นี้หมายถึงการวิ่งแบบช้าๆ
เป็นการออกกำลังกายที่มีความหนักปานกลางจนถึงสูงที่สุดขึ้นอยู่กับคว
ามเร็วของการวิ่ง ข้อดีของการวิ่งคือ ผู้วิ่งจะต้องมีความฟิตระดับหนึ่ง
ใช้เวลาวิ่งไม่มากเท่ากับการเดินเพื่อให้ได้สุขภาพที่ดี
แรงกระแทกที่เกิดขึ้นจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก
ป้องกันโรคกระดูกพรุนในรยางค์ส่วนล่างขาของร่างกายได้
แต่แรงกระแทกซ้ำๆนี้ก็สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บได้
หากวิ่งเป็นระยะทางมากๆในเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ประโยชน์ของการวิ่งยังช่วยให้หัวใจนั้นแข็งแรงขึ้น
มีความฟิตที่ดีปอดทำงานได้ดี สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นๆ
ได้เป็นเวลานานขึ้น
3.ว่ายน้ำ

หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ใช้การเค
ลื่อน ไหวของร่างกายทั่วทั้งตัว อย่างไรก็ตาม
การว่ายน้ำจะใช้ร่างกายส่วนบนมากกว่าส่วนล่าง ข้อดีของการว่ายน้ำ
คือ การเคลื่อนไหวในน้ำ น้ำจะดูดซับแรงกระแทก

ทำให้การว่ายน้ำเหมาะสมสำหรับนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บโดยเฉพาะกับร
ยางค์ส่วนล่างของร่างกาย
แต่ต้องการออกกำลังกายเพื่อรักษาความฟิตให้กับร่างกาย
ก่อนที่จะกลับไปเล่นกีฬาในระดับความหนักสูง
ส่วนข้อเสียของการว่ายน้ำ คือ แรงกระแทกที่น้อย
จะทำให้ผู้ที่เลือกการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายอย่างเดียว
จะมีความเสี่ยงต่อภาวะ/โรคกระดูกพรุนสูง
4.ปั่นจักรยาน
การปั่นจักรยานนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบ
คือปั่นจักรยานสองล้อกับจักรยานในฟิตเนส ข้อดีของการปั่นจักรยาน
คือ ไม่มีแรงกระแทก เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม
เพราะช่วยสามารถลดการกระแทกได้ดี
แต่ก็มีปัญหาที่ควรระวังด้วยการที่นั่งอาจจะทำให้รู้สึกปวดหลัง
และการนั่งนานๆ ทุกๆวันอาจจะส่งผลถึงระบบทางเดินปัสสาวะด้วย…

5 วิธีสุดเด็ดของการลดไขมันสำหรับคนอ้วน

ปัญหาคนที่มีรูปร่างอ้วน แน่นอนว่าคือข้อจำกัดของการออกกำลังกาย
ที่สามารถทำได้น้อยกว่าคนรูปร่างปกติ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากขึ้น
ซึ่งมันอาจจะส่งผลเสียทำให้เกิดอาการบาดเจ็บกับร่างกาย
เรียกได้ว่าจะทำเรื่องดีๆ แต่ดันมีข้อเสียซะอีก

โดยส่วนใหญ่หลายคนมักจะเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายแบบผิดๆ
ด้วยการตะบี้ตะบันออกกำลังกายเช่นการวิ่งเป็นชั่วโมง
จริงอยู่ว่าน้ำหนักของคุณนั้นลดลงแน่
แต่ทว่าไม่ใช่แค่ไขมันและน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป
แต่ยังมีในเรื่องของมวลกล้ามเนื้อที่ถูกทำลายไปด้วย
เนื่องจากมวลกล้ามเนื้อน้อยลง ทำให้ระบบการเผาผลาญเสีย
และลดน้ำหนักยากขึ้นด้วย
ซึ่งวันนี้เรามีวิธีที่จะช่วยลดไขมันได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะกับคนที่มีรูปร่างอ้วน ว่าควรที่จะเริ่มต้นอย่างไรให้เหมาะสม
1.ทานให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ

อันดับแรกคุณควรที่จะรู้เสียก่อนว่าร่างกายของเขานั้นต้องการพลังงาน
ในแต่ล่ะวันเท่าไหร่
ซึ่งปัจจุบันมีวิธีคำนวณมากมายในเว็บไซต์หาได้ง่าย
ลองลดพลังงานลงในแต่ล่ะวันไม่จำเป็นต้องมากเพียงแค่ 250 – 500
แคลอรี่ เพื่อใช้ส่วนต่างนี้ไปใช้ในการลดไขมันถือเป็นการลดอย่างช้าๆ
และมีคุณภาพ
ซึ่งการลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอะไรเพราะจะทำให้ร่างกายคุณดู
โทรม
2.ออกกำลังกายโดยใช้แรงต้าน

การออกกำลังกายเหล่านี้คือรูปแบบของ บอดี้เวท หรือ
เวทเทรนนิ่ง
ซึ่งการเล่นแบบนี้จะช่วยให้คงสภาพกล้ามเนื้อของร่างกายอยู่
โดยส่วนที่จะเสียไปคือไขมัน
เมื่อมวลกล้ามเนื้อของเรามีอยู่ก็ส่งผลให้ระบบเผาผลาญของร่างกายดีขึ้

และบางทีอาจจะเป็นการสร้างกล้ามเนื้อไปในตัวด้วยระหว่างที่ลดไขมัน
โดยเริ่มแรกควรเล่นในระดับต่ำๆไปก่อนให้ร่างกายได้ปรับตัว
จากนั้นก็ค่อยๆเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นตามความเหมาะสม
3.การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
การคาร์ดิโอ นั้นมีส่วนสำคัญสำหรับการลดน้ำหนัก
แต่ก็ไม่ได้สำคัญกับการลดไขมันมากมายสักเท่าไหร่
เพราะอย่างลืมว่าการ คาร์ดิโอ นั้นลดไขมันได้จริง
แต่ทว่าก็ยังเสียมวลของกล้ามเนื้อไปด้วย
แต่ข้อดีจะช่วยให้หัวใจของเรานั้นแข็งแรงขึ้นฟิตขึ้น แต่ทางที่ดีควร
คาร์ดิโอ ให้พอเหมาะและทำควบคู่ไปกับ บอดี้เวท
4.การจัดมื้ออาหาร
การจัดมื้ออาหารถือว่าสำคัญมากๆ
เพราะการลดไขมันหรือลดน้ำหนัก มาจากการควบคุมอาหารหรือไดเอต
70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเบี้องต้นคือพยายามตัดอาหารประเภทหวาน, ของมัน,
ของทอด ออกจากมื้ออาหารให้ได้มากที่สุด
เพียงเท่านี้น้ำหนักก็จะลดลงแน่นอน
และส่วนเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
ไม่ใช่ว่าตัดอาหารที่ให้พลังงานอย่างแป้งออกไปเลยหรือไม่กินผัก
5.อย่าใจร้อน
การลดน้ำหนักที่ดีและยั่งยืนควรที่จะทำไปอย่างช้าๆ
ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือใช้ทางลัดเช่นยาลดน้ำหนักที่มีการโฆษณาที่เกิ

นจริง เพียงแค่คุณออกกำลังกายบ้าง คุมอาหารให้เหมาะสม
เท่านี้รูปร่างของคุณก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน…

ขจัดกลิ่นปากให้หมดไปด้วยอาหาร 5 ชนิด

เรื่องของกลิ่นปากไม่ใช่เรื่อเล็ก ๆ ที่จะสามารถมองข้ามไปได้
นอกจากจะทำให้คุณเสียบุคลิกแล้ว
ยังสร้างความรำบากใจให้แก่คนรอบข้างเป็นอย่างมาก ควรหาวิธีแก้ไขด่วน ๆ
วิธีการกำจัดกลิ่นปากก็ง่าย ๆ แค่แปรงฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือสเปรย์ดับกลิ่นปาก
หรือจะใช้วิธีที่สะดวกว่านั้นหน่อยอย่างการใช้ลูกอม หรือ หมากฝั่ง
ที่มีมินต์เป็นส่วนผสม ก็จะช่วยดับกลิ่นปากได้
นอกจากนั้นอาหารบางชนิดก็ยังช่วยลดกลิ่นปากได้
1. ผักชีฝรั่ง
ในผักชีฝรั่งนั้นอุดมไปด้วยสาร โมโนเทอร์ปีน ซึ่งจะเข้าไปช่วยยับยั้งแบคทีเรีย
และยับยั้งกลิ่นปากได้
2. ใบสาระแหน่
ใบสาระแหน่ สามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรีย และยับยั้งกลิ่นปากได้ เนื่องจากมีสาร
โมโนเทอร์ปีน เหมือนกันกับผักชีฝรั่ง
3. ลูกเกด
ลูกเกด เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยกรดโอลีโนอิค
ที่มีความสามารถในการป้องกันแบคทีเรียในช่องปาก ส่งผลให้กลิ่นปากน้อยลง

4. วาซาบิสด
สารไอโซไทโอไซยาเนต ที่มีอยู่ในวาซาบิสด
จะทำหน้าที่กำจัดแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก
และช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย
ส่งผลให้ปากของเราสะอาด จึงไม่มีกลิ่นปาก
5. ชาเขียว
เราจะเห็น น้ำยาบ้วนปาก ยาระงับกลิ่นปาก และยาสีฟัน
หรืออะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับสุขภาพในช่องปาก มักจะมีชาเขียวเป็นส่วนผสมเสมอ
นั้นก็เป็นเพราะชาเขียวมีสรรพคุณในการยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย
และช่วยลดกลิ่นปากได้นั้นเอง
สำหรับการทานอาหารครั้งต่อไป
แนะนำว่าให้ลองหาเมนูที่มีสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบมาทานกันดู
รับรองว่าเรื่องกลิ่นปากจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณอีกต่อไป
นอกจากจะใช้ตัวช่วยเสริมเหล่านี้แล้ว
ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพปากและฟันให้ถูกสุขอนามัยกันด้วย…

5 เคล็ดลับ กลิ่นตัวหอมติดทนนานตลอดทั้งวัน

อยากตัวหอม ทำไงดีน่ะ ? แต่ถ้าพูดบ้านเราแน่นอนค่ะ ว่ามันร้อนมากๆ
และยิ่งหนีไม่พ้นก็คือกลิ่นเหงื่อจากจุดต่างๆ ที่ทำให้สาวๆเป็นกังวลใจ
เมื่อเวลาเข้าใกล้คนอื่น หรือหนุ่มๆ
ฉะนั้นวันนี้เราเคล็ดลับที่ทำให้กลิ่นกายหอมไปตลอดทั้งวัน
ลองทำตามนี้ขั้นตอนต่อไปนี้เลยดูเลยจ้า!!
1.รักษาสุขอนามัยอยู่เสมอ
การอาบน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ เราควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2
ครั้งเพื่อรักษาความสะอาดของร่างกาย
โดยเน้นทำความสะอาดในบริเวณที่เหงื่อออกง่ายเช่น รักแร้ ข้อพับ
มือและเท้า ซึ่งแบคทีเรียจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
หลังจาดอาบน้ำเสร็ด สาวควรใช้ สารส้ม โรลออน
หรือสเปย๋ระยังกลิ่นกาย โดยเน้นใช้ที่ข้อพับ รักแร้ หลังหู
หรือหน้าอกน่ะค่ะ

3.ทาโลชั่นที่มีกลิ่นหอม
แนะนำให้สาวๆทาโลชั่นที่มีกลิ่นหอมเป็นประจำ
เพื่อผิวที่เนียนนุ่มและยังเป็นตัวช่วยให้ตัมหอมยิ่งขึ้นอีกด้วย
4.ฉีดน้ำหอมตามจุดสำคัญ
สาวๆคนไหนอยากมีกลิ่นตัวที่หอมตลอดทั้งวัน ลองวิธีนี้ดูค่ะ
ฉีดน้ำหอมตาม ข้อพับแขน ข้อมือ ซอกคอ หรือบริเวณกลางหน้าอก
ก็จะช่วยให้ตัวหอม
หรือลองเลือกผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่บอกว่ากลิ่นเหล่านั้นจะอยู่คงทน
หรือติดทนนาน
5.หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นแรง
พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง
เพราะเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัว เช่น กระเทียม หัวหอม เนื้อแดง
เครื่องดื่ม ที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เป็นต้น
เพราะอาหารพวกนี้ฤทธิ์ในการกระตุ้นต่อมเหงื่อ ทำให้เหงื่อออกมากขึ้น…