ข้อดี-ข้อเสียของกิจกรรมการออกกำลังกาย 4 ชนิด

ขึ้นชื่อว่าการออกกำลังกาย นั้นเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน
แต่ทว่าทุกอย่างเมื่อมีข้อดีก็ย่อมจะมีข้อเสียด้วยถือเป็นเรื่องธรรมดาบนโ
ลกนี้ โดยเรามีข้อดี-
ข้อเสียของการทำกิจกรรมออกกำลังกายแต่ล่ะชนิดมาฝากกัน
1.เดิน
การวิ่งนั้นถือเป็นการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตามถ้าจะให้ได้ผลดีกับสุขภาพ จะต้องเดินเป็นเวลานาน เช่น
อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง
พร้อมทั้งช่วยลดน้ำหนักเพราะสามารถดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ได้ค่อ
นข้างดี
ส่วน ข้อเสียของการเดิน คือ
ใช้เวลามากแรงกระแทกต่อร่างกายน้อย มีผลแค่ชะลอการลด
ลงของมวลกระดูก แต่ไม่สามารถเพิ่มมวลกระดูกได้
เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความฟิตต่ำ
ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
2.วิ่ง
การวิ่งในที่นี้หมายถึงการวิ่งแบบช้าๆ
เป็นการออกกำลังกายที่มีความหนักปานกลางจนถึงสูงที่สุดขึ้นอยู่กับคว
ามเร็วของการวิ่ง ข้อดีของการวิ่งคือ ผู้วิ่งจะต้องมีความฟิตระดับหนึ่ง
ใช้เวลาวิ่งไม่มากเท่ากับการเดินเพื่อให้ได้สุขภาพที่ดี
แรงกระแทกที่เกิดขึ้นจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก
ป้องกันโรคกระดูกพรุนในรยางค์ส่วนล่างขาของร่างกายได้
แต่แรงกระแทกซ้ำๆนี้ก็สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บได้
หากวิ่งเป็นระยะทางมากๆในเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ประโยชน์ของการวิ่งยังช่วยให้หัวใจนั้นแข็งแรงขึ้น
มีความฟิตที่ดีปอดทำงานได้ดี สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นๆ
ได้เป็นเวลานานขึ้น
3.ว่ายน้ำ

หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ใช้การเค
ลื่อน ไหวของร่างกายทั่วทั้งตัว อย่างไรก็ตาม
การว่ายน้ำจะใช้ร่างกายส่วนบนมากกว่าส่วนล่าง ข้อดีของการว่ายน้ำ
คือ การเคลื่อนไหวในน้ำ น้ำจะดูดซับแรงกระแทก

ทำให้การว่ายน้ำเหมาะสมสำหรับนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บโดยเฉพาะกับร
ยางค์ส่วนล่างของร่างกาย
แต่ต้องการออกกำลังกายเพื่อรักษาความฟิตให้กับร่างกาย
ก่อนที่จะกลับไปเล่นกีฬาในระดับความหนักสูง
ส่วนข้อเสียของการว่ายน้ำ คือ แรงกระแทกที่น้อย
จะทำให้ผู้ที่เลือกการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายอย่างเดียว
จะมีความเสี่ยงต่อภาวะ/โรคกระดูกพรุนสูง
4.ปั่นจักรยาน
การปั่นจักรยานนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบ
คือปั่นจักรยานสองล้อกับจักรยานในฟิตเนส ข้อดีของการปั่นจักรยาน
คือ ไม่มีแรงกระแทก เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม
เพราะช่วยสามารถลดการกระแทกได้ดี
แต่ก็มีปัญหาที่ควรระวังด้วยการที่นั่งอาจจะทำให้รู้สึกปวดหลัง
และการนั่งนานๆ ทุกๆวันอาจจะส่งผลถึงระบบทางเดินปัสสาวะด้วย…

5 วิธีสุดเด็ดของการลดไขมันสำหรับคนอ้วน

ปัญหาคนที่มีรูปร่างอ้วน แน่นอนว่าคือข้อจำกัดของการออกกำลังกาย
ที่สามารถทำได้น้อยกว่าคนรูปร่างปกติ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากขึ้น
ซึ่งมันอาจจะส่งผลเสียทำให้เกิดอาการบาดเจ็บกับร่างกาย
เรียกได้ว่าจะทำเรื่องดีๆ แต่ดันมีข้อเสียซะอีก

โดยส่วนใหญ่หลายคนมักจะเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายแบบผิดๆ
ด้วยการตะบี้ตะบันออกกำลังกายเช่นการวิ่งเป็นชั่วโมง
จริงอยู่ว่าน้ำหนักของคุณนั้นลดลงแน่
แต่ทว่าไม่ใช่แค่ไขมันและน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป
แต่ยังมีในเรื่องของมวลกล้ามเนื้อที่ถูกทำลายไปด้วย
เนื่องจากมวลกล้ามเนื้อน้อยลง ทำให้ระบบการเผาผลาญเสีย
และลดน้ำหนักยากขึ้นด้วย
ซึ่งวันนี้เรามีวิธีที่จะช่วยลดไขมันได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะกับคนที่มีรูปร่างอ้วน ว่าควรที่จะเริ่มต้นอย่างไรให้เหมาะสม
1.ทานให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ

อันดับแรกคุณควรที่จะรู้เสียก่อนว่าร่างกายของเขานั้นต้องการพลังงาน
ในแต่ล่ะวันเท่าไหร่
ซึ่งปัจจุบันมีวิธีคำนวณมากมายในเว็บไซต์หาได้ง่าย
ลองลดพลังงานลงในแต่ล่ะวันไม่จำเป็นต้องมากเพียงแค่ 250 – 500
แคลอรี่ เพื่อใช้ส่วนต่างนี้ไปใช้ในการลดไขมันถือเป็นการลดอย่างช้าๆ
และมีคุณภาพ
ซึ่งการลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอะไรเพราะจะทำให้ร่างกายคุณดู
โทรม
2.ออกกำลังกายโดยใช้แรงต้าน

การออกกำลังกายเหล่านี้คือรูปแบบของ บอดี้เวท หรือ
เวทเทรนนิ่ง
ซึ่งการเล่นแบบนี้จะช่วยให้คงสภาพกล้ามเนื้อของร่างกายอยู่
โดยส่วนที่จะเสียไปคือไขมัน
เมื่อมวลกล้ามเนื้อของเรามีอยู่ก็ส่งผลให้ระบบเผาผลาญของร่างกายดีขึ้

และบางทีอาจจะเป็นการสร้างกล้ามเนื้อไปในตัวด้วยระหว่างที่ลดไขมัน
โดยเริ่มแรกควรเล่นในระดับต่ำๆไปก่อนให้ร่างกายได้ปรับตัว
จากนั้นก็ค่อยๆเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นตามความเหมาะสม
3.การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
การคาร์ดิโอ นั้นมีส่วนสำคัญสำหรับการลดน้ำหนัก
แต่ก็ไม่ได้สำคัญกับการลดไขมันมากมายสักเท่าไหร่
เพราะอย่างลืมว่าการ คาร์ดิโอ นั้นลดไขมันได้จริง
แต่ทว่าก็ยังเสียมวลของกล้ามเนื้อไปด้วย
แต่ข้อดีจะช่วยให้หัวใจของเรานั้นแข็งแรงขึ้นฟิตขึ้น แต่ทางที่ดีควร
คาร์ดิโอ ให้พอเหมาะและทำควบคู่ไปกับ บอดี้เวท
4.การจัดมื้ออาหาร
การจัดมื้ออาหารถือว่าสำคัญมากๆ
เพราะการลดไขมันหรือลดน้ำหนัก มาจากการควบคุมอาหารหรือไดเอต
70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเบี้องต้นคือพยายามตัดอาหารประเภทหวาน, ของมัน,
ของทอด ออกจากมื้ออาหารให้ได้มากที่สุด
เพียงเท่านี้น้ำหนักก็จะลดลงแน่นอน
และส่วนเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
ไม่ใช่ว่าตัดอาหารที่ให้พลังงานอย่างแป้งออกไปเลยหรือไม่กินผัก
5.อย่าใจร้อน
การลดน้ำหนักที่ดีและยั่งยืนควรที่จะทำไปอย่างช้าๆ
ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือใช้ทางลัดเช่นยาลดน้ำหนักที่มีการโฆษณาที่เกิ

นจริง เพียงแค่คุณออกกำลังกายบ้าง คุมอาหารให้เหมาะสม
เท่านี้รูปร่างของคุณก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน…

ขจัดกลิ่นปากให้หมดไปด้วยอาหาร 5 ชนิด

เรื่องของกลิ่นปากไม่ใช่เรื่อเล็ก ๆ ที่จะสามารถมองข้ามไปได้
นอกจากจะทำให้คุณเสียบุคลิกแล้ว
ยังสร้างความรำบากใจให้แก่คนรอบข้างเป็นอย่างมาก ควรหาวิธีแก้ไขด่วน ๆ
วิธีการกำจัดกลิ่นปากก็ง่าย ๆ แค่แปรงฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือสเปรย์ดับกลิ่นปาก
หรือจะใช้วิธีที่สะดวกว่านั้นหน่อยอย่างการใช้ลูกอม หรือ หมากฝั่ง
ที่มีมินต์เป็นส่วนผสม ก็จะช่วยดับกลิ่นปากได้
นอกจากนั้นอาหารบางชนิดก็ยังช่วยลดกลิ่นปากได้
1. ผักชีฝรั่ง
ในผักชีฝรั่งนั้นอุดมไปด้วยสาร โมโนเทอร์ปีน ซึ่งจะเข้าไปช่วยยับยั้งแบคทีเรีย
และยับยั้งกลิ่นปากได้
2. ใบสาระแหน่
ใบสาระแหน่ สามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรีย และยับยั้งกลิ่นปากได้ เนื่องจากมีสาร
โมโนเทอร์ปีน เหมือนกันกับผักชีฝรั่ง
3. ลูกเกด
ลูกเกด เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยกรดโอลีโนอิค
ที่มีความสามารถในการป้องกันแบคทีเรียในช่องปาก ส่งผลให้กลิ่นปากน้อยลง

4. วาซาบิสด
สารไอโซไทโอไซยาเนต ที่มีอยู่ในวาซาบิสด
จะทำหน้าที่กำจัดแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก
และช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย
ส่งผลให้ปากของเราสะอาด จึงไม่มีกลิ่นปาก
5. ชาเขียว
เราจะเห็น น้ำยาบ้วนปาก ยาระงับกลิ่นปาก และยาสีฟัน
หรืออะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับสุขภาพในช่องปาก มักจะมีชาเขียวเป็นส่วนผสมเสมอ
นั้นก็เป็นเพราะชาเขียวมีสรรพคุณในการยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย
และช่วยลดกลิ่นปากได้นั้นเอง
สำหรับการทานอาหารครั้งต่อไป
แนะนำว่าให้ลองหาเมนูที่มีสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบมาทานกันดู
รับรองว่าเรื่องกลิ่นปากจะไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณอีกต่อไป
นอกจากจะใช้ตัวช่วยเสริมเหล่านี้แล้ว
ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพปากและฟันให้ถูกสุขอนามัยกันด้วย…

5 เคล็ดลับ กลิ่นตัวหอมติดทนนานตลอดทั้งวัน

อยากตัวหอม ทำไงดีน่ะ ? แต่ถ้าพูดบ้านเราแน่นอนค่ะ ว่ามันร้อนมากๆ
และยิ่งหนีไม่พ้นก็คือกลิ่นเหงื่อจากจุดต่างๆ ที่ทำให้สาวๆเป็นกังวลใจ
เมื่อเวลาเข้าใกล้คนอื่น หรือหนุ่มๆ
ฉะนั้นวันนี้เราเคล็ดลับที่ทำให้กลิ่นกายหอมไปตลอดทั้งวัน
ลองทำตามนี้ขั้นตอนต่อไปนี้เลยดูเลยจ้า!!
1.รักษาสุขอนามัยอยู่เสมอ
การอาบน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ เราควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2
ครั้งเพื่อรักษาความสะอาดของร่างกาย
โดยเน้นทำความสะอาดในบริเวณที่เหงื่อออกง่ายเช่น รักแร้ ข้อพับ
มือและเท้า ซึ่งแบคทีเรียจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
หลังจาดอาบน้ำเสร็ด สาวควรใช้ สารส้ม โรลออน
หรือสเปย๋ระยังกลิ่นกาย โดยเน้นใช้ที่ข้อพับ รักแร้ หลังหู
หรือหน้าอกน่ะค่ะ

3.ทาโลชั่นที่มีกลิ่นหอม
แนะนำให้สาวๆทาโลชั่นที่มีกลิ่นหอมเป็นประจำ
เพื่อผิวที่เนียนนุ่มและยังเป็นตัวช่วยให้ตัมหอมยิ่งขึ้นอีกด้วย
4.ฉีดน้ำหอมตามจุดสำคัญ
สาวๆคนไหนอยากมีกลิ่นตัวที่หอมตลอดทั้งวัน ลองวิธีนี้ดูค่ะ
ฉีดน้ำหอมตาม ข้อพับแขน ข้อมือ ซอกคอ หรือบริเวณกลางหน้าอก
ก็จะช่วยให้ตัวหอม
หรือลองเลือกผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่บอกว่ากลิ่นเหล่านั้นจะอยู่คงทน
หรือติดทนนาน
5.หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นแรง
พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง
เพราะเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัว เช่น กระเทียม หัวหอม เนื้อแดง
เครื่องดื่ม ที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เป็นต้น
เพราะอาหารพวกนี้ฤทธิ์ในการกระตุ้นต่อมเหงื่อ ทำให้เหงื่อออกมากขึ้น…

4 ข้ออันตราย จากบะหมี่สำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คงแทบจะไม่มีใครที่ไม่เคยนำมารับประทานกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ต่างก็รับประทาน
แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เรารับประทานกันอยู่อันตรายต่อร่างกายของคุณมากแค่ไหน!
อาหารที่หากินได้ง่าย ราคาประหยัด รสชาติหลากหลาย และได้รับความนิยมสูงสุด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือก็คือ แป้งสาลี
และน้ำมันที่อยู่ในเครื่องปรุง และจากขั้นตอนการผลิต เป็นที่ยอมรับจากคนทั้งโลก
แต่หารู้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากกว่าที่คิด
โดยวันนี้เรามี 4 ข้อหลักๆที่เป็นข้อเสียจากการทานบะหมี่สำเร็จรูปมาบอกกัน
1.ได้รับโซเดียมมากเกินไป บะหมี่เหล่านี้ก็คือโซเดียมแต่ละวันสำหรับคนไทย อยู่ที่ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน
แต่ขณะนี้การบริโภคเกินกว่ากำหนด และถือเป็นความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้ เป็นโรคหัวใจ
2.เสี่ยงโรคอันตรายมากมาย การวิจัยที่บ่งชี้ว่า ผู้ที่รับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2-3มื้อ ต่อสัปดาห์
เสี่ยงต่อการทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายและการทำงานของหัวใจผิดปกติ
เป็นปัจจัยหนึ่งในการกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจได้ และยังเสี่ยงต่อโรคอันตรายอย่างโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย
3.ขาดสารอาหาร หมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มาหร้อมกับความสะดวก ในการนำมารับประทานเท่านั้นเอง แต่ถ้าฉีกซองกินทั้งดิบๆ
เป็นขนมกินเล่น ติดต่อกันเป็นประจำ จะทำให้ร่างกาย เกิดการขาดสารอาหาร ควรต้มในน้ำร้อนและใส่อารหารลงไปด้วย

4.ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
การทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบดิบๆหรือกินเป็นของทานเล่นอาจเกิดอาการจุกเสียดแน่นท้อง
บางคนอาจเกิดอาการอาหารไม่ย่อย และคลื่นไส้อาเจียนได้ แนะนำทานเฉพาะแบบต้มเส้นให้สุก ใส่เครื่องปรุงให้น้อยลง…

ผักบุ้ง หญ้าข้างทาง ยาดีของคนไทย

ผักบุ้ง หรือ ผักทอดยอด เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่คนไทยรู้จักมักคุ้นกันดี เพราะมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา แต่ความจริงแล้วผักชนิดนี้ยังมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย

โดย ผักบุ้ง ที่คนไทยนิยมรับประทานกันในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ ผักบุ้งไทย และ ผักบุ้งจีน ซึ่ง ผักบุ้งไทย จะเป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง จึงมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีนจะเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เราจะพบเห็น ผักบุ้งจีน มากกว่า ผักบุ้งไทย ในตลาด เพราะเกษตรกรส่วนมากที่นิยมปลูก ผักบุ้งจีน ขาย เนื่องจากมีลำต้นค่อนข้างขาวอวบ ใบเขียวอ่อน ดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย จึงเป็นที่นิยมในการรับประทานมากกว่า

ส่วนประโยชน์ของผักบุ้ง เพียงแค่ 100 กรัม ก็ให้พลังงานมากถึง 22 กิโลแคลอรี่ อีกทั้งประกอบไปด้วยด้วยเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินบี1, วิตามินบี2, วิตามินบี3, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของ ผักบุ้งไทย ดูจะมีมากกว่า  เพราะพ่วง วิตามินซีสูง เข้าไปด้วย ทำให้มีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมี แคลเซียม และ เบต้าแคโรทีน น้อยกว่า กระนั้นควรทานในแบบสดๆ เพื่อให้แร่ธาตุยังอยู่ครบถ้วน

ซึ่งหากทานเป็นประจำทุกวัน คุณอาจต้องทึ่งว่า ผักบุ้ง ที่ขึ้นอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง สามารถช่วยป้องกันมะเร็ง, บำรุงสมอง, บำรุงโลหิต, ลดคอเรสเตอรอล, บำรุงหัวใจ, แก้โรคประสาท, ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่หากไม่ใคร่ทานแบบสดๆ ผักบุ้ง ยังสามารถนำเป็นแปลงเป็นอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะ ผัดผักบุ้งไฟแดง ที่หาทานได้ทั่วไปตามท้องตลาด ทำง่ายขายคล่อง คนกินก็ได้รับสุขภาพที่ดีกลับด้วยอีกต่างหาก

โดยวิธีการทำ ผัดผักบุ้งไฟแดง ก็ไม่ยากเย็นอะไร เริ่มจากหั่นผักบุ้ง ทุบกระเทียม ทุบพริกพอแหลก เตรียมเอาไว้ในชาม จากนั้นใส่เครื่องปรุงรส ได้แก่ น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ, เต้าเจี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย และน้ำเปล่า ลงในชามผักบุ้งเตรียมผัด

ที่เหลือแค่ตั้งกระทะด้วยไฟที่ค่อนข้างแรงนิดหน่อยพร้อมใส่น้ำมัน พอกระทะร้อนให้เทชามผักบุ้งลงไปผัดประมาณ 1 นาที ตักขึ้นเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยหรือข้าวต้มร้อนๆ ได้ทั้งอิ่มท้อง ได้ทั้งสุขภาพ คุ้มสองต่อ แถมราคาถูก

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ไม่ควรทาน ผักบุ้ง คือผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ เนื่องจากผักบุ้งจะมีคุณสมบัติไปช่วยลดความดันโลหิต จนทำให้ความดันยิ่งต่ำลงไปอีก อาจจะก่อให้เกิดการเป็นตะคริวได้ง่ายและบ่อยขึ้น ทั้งยังทำให้ร่างกายอ่อนแอด้วย

 …

ปรับสมดุลร่างกาย เอาชนะภัยร้ายในหน้าฝน

ฤดูฝน เป็นฤดูที่เชื้อไวรัสเติบโตได้ดีที่สุด ทางการแพทย์ถึงกับนิยามฤดูกาลนี้ว่า “ไวรัสราเริง” เพราะน้ำถือเป็นพาหะชั้นดีในการแพร่กระจายไวรัสไปยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มลพิษทางอากาศติดลบเข้าขั้นเลวร้าย

ดังนั้น เมื่อหน้าฝนย่างเข้ามา เราทุกคนจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการรับมือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพราะอุณหภูมิในร่างกายของคนเราอยู่ที่ 37 องศา แต่อากาศที่แปรเปลี่ยนในฤดูนี้จะทำให้สมดุลต่างๆ ปั่นป่วนไปหมด

สิ่งที่เราต้องทำคือการปรับสมดุลของร่างกายให้คงที่เสมอ เริ่มตั้งแต่ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง แม้ฤดูฝนจะเป็นช่วงเวลาที่เชื้อไวรัสเติบโตยาวนานก็ตาม

สอง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง หากเป็นผู้ที่นอนหลับได้ยาก ลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน เพราะกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น

สาม ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสียออกจากร่างกาย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย เพราะหน้าฝนคนเรามักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เนื่องจากอากาศชื้น การออกกำลังกายจะช่วยขับของเสียได้ดีขึ้น

สี่ ควรรับประทานอาหารจำพวกที่มีฤทธิ์ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย กินทุกวันสุขภาพดีแน่นอน แถมราคาก็ไม่แพง

ห้า ขยับมาที่อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทานในหน้าฝน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานหนักขึ้น หรือย่อยยากนั่นเอง

หก ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรย้ายตัวเองไปอยู่ในที่อากาศแห้ง และถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรม เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

เจ็ด ควรหาเวลาไปพักผ่อน เพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย เนื่องจากหน้าฝนอากาศมักไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ซึมเศร้า กลายเป็นว่าป่วยแบบไม่รู้ตัว ดังนั้น การออกไปท่องเที่ยวก็ช่วยให้ห่างไกลจากโรคได้นะเออ

แปด เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีมีขายตามร้านขายยาทั่วไป จะซื้อเป็นกระปุก เป็นห่อ แล้วแต่สะดวก เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย

เก้า ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะไปคิดว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้า ก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว ซึ่งหากจิตใจคุณเข้มแข็ง ร่างกายของคุณก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย

สิบ สุดท้าย นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว ควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อรับมือกับทุกสภาวะ อ่านบทสวดมนตร์ภาวนา ช่วยให้จิตใจผ่องใสไร้ความเครียด…

วิธีการดูเเลสุขภาพให้เเข็งเเรงควรทำอย่างไรบ้าง

การดูเเลรักษาร่างกายของคนเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าช่วงอายุเท่าไรก็ควรที่จะดูเเลร่างกายของเราให้ดี ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ไม่ควรที่จะประมาทในการรักษาร่างกายอย่างปล่อยร่างกายให้อ่อนแอ ต้องทำให้ตัวเองมีความเเข็งเเรงอยู่ตลอดเวลา

 

เเละการดูเเลรักษาร่างกายของเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญ มีวิธีการมากมายที่จะดูเเลร่างกายของเราให้เเข็งเเรง ซึ่งทุกคนต่างต้องการที่จะมีร่างกายที่เเข็งเเรงสมบูรณ์เพื่อการใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุข เเละมาดูกันว่าการทำให้ร่างกายของตัวเองมีความเเข็งเเรงนั้นควรทำอย่างไร

 

อย่างเเรกที่เลยคือ การออกกำลังกาย เป็นเรื่องที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลยที่จะให้ร่างกายเเข็งเเรง คือการออกกำลังกาย เราต้องหาเวลาที่มาออกกำลังกายบ้าง เพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเรามีการเผาผลานเพื่อที่จะทำให้ร่างกายเเข็งเเรง การทำให้เหงื่อออกนั้นจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น เเละการออกำลังกายมีประโยชน์หลายอย่างมากต่อร่างกายของเรา จะช่วยให้เราอารมณ์ดี เเละร่างกายเเข็งเเรงเเล้วก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคภัย

 

การดูเเลร่างกายให้เเข็งเเรงอีกอย่างหนึ่งคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เราต้องรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่เพื่อที่จะทำให้เราได้รับโภชนาการที่ดี เมื่อเราทานอาหารที่มีประโยชน์เเล้วรับรองได้ร้อยเปอร์เซ็นเลยว่า จะทำให้เรามีร่างกายที่เเข็งเเรงอย่างเเน่นอน เเละอยากให้เน้นไปที่การกินผักเพราะผักเป็นศูนย์รวมของสิ่งที่มีประโยชน์มากมากต่อร่างกายของคนเรา

 

งดการสูบบุหรี่หรือแอลกอฮอล สองสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เราควรงดสูบบุหรี่เเละดื่มแอลกอฮอลเข้าสู่ร่างกาย หรือหากไม่สามารถหยุดได้ก็ควรที่จะเบาๆก็ได้ ซึ่งสองสิ่งนี้คือตัวการที่จะก่อให้เกิดโรคตามมามากมาย ซึ่งหากใครที่ยังสูบหรือดื่มมากๆหากเลิกได้ก็ควรเลิกเพื่อสุขภาพของเราเอง

 

เเละสุดท้ายนั้นเราต้องอารมณ์ดี การเป็นคนมีอารมณ์ดีนั้น จะทำให้ห่างไกลจากโรคภัยได้อย่างเเน่นอน เพราะทำให้ไม่เครียด เราต้องมองโลกในเเง่ดีเข้าไว้เมื่อมีปัญหาเข้ามาก็ไม่ต้องเครียดมากเราต้องค่อยๆหาวิธีเเก้ไขปัญหาให้หมดลงไป เเละไม่ต้องเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย มีความเอื่อเฟื่อเผื่อเเผ่เเก่คนรอบข้างทำให้ ทุกคนมีความสุขเมื่อได้เจอคุณ อย่างนี้จะทำให้เรามีความสุขเเละจะส่งผลไปถึงจิตรใจของเราด้วย หากใครสนใจก็ลองทำดูขอหัวเราะเเละยิ้มในทุกวันก็จะทำให้คุณเป็นคนที่มีสุขภาพที่เเข็งเเรงได้อย่างเเน่นอนเชื่อเถอะว่าอารมณ์ดีนั้นจะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีได้

 

เเละทั้งหมดนี้คือวิธีการรักษาร่างกายของเราให้มีสุขภาพเเข็งเเรง หากใครที่ทำตามเเล้วรับรองได้เลยว่าท่านจะมีสุขภาพที่ดีเพื่ออยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุขเเละอยู่ได้นานอย่างเเน่นอนเลยทีเดียว…