การเลือกซื้อครีมกันแดด

เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นสามารถทำร้ายผิวหนังของเราได้
อาจกระตุ้นให้เกิดฝ้า ผิวเหี่ยว รวมถึงการเกิดมะเร็งของผิวหนังด้วยได้
เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นมีในแดด แสงไฟในออฟฟิศ
ไฟฟลูออเรสเซนท์ตามบ้าน และแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย
ดังนั้นครีมกันแดดเป็นสิง่ที่จำเป็นในการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ในชีวิตประจำวันของสาว ๆ เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกครีมกันแดดควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. ครีมกันแดดที่ดีควรมีทั้งสารที่ช่วยป้องกันรังสี UVA และรังสี UVB เช่น สาร
anthranilates ซึ่งพบได้บ่อยในครีมกันแดดทั่วไป
2. ถ้าทำงานในร่มเป็นหลัก หรือทำงานในออฟฟิศ
ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 (หรือประมาณ SPF 8-12) และมีค่า PA++ระบุไว้ที่ผลิตภัณฑ์ด้วย
แต่หากต้องทำงานออกแดดให้เลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-20 และมีค่า
PA+++ สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ปั่นจักรยาน ควรเลือกเป็น SPF 20-30,เล่นกีฬาทางทะเล เลือก SPF 50
แต่หากต้องออกแดดกลางแจ้งเป็นเวลานานและมีแดดแรงมาก
ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไป
3. การเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นนัก
เพียงแต่ขอให้ครีมกันแดดนั้นมีประสิทธิภาพจริงตามที่ระบุไว้ในฉลากก็พอ
แต่อย่าลืมว่าจากการตรวจสอบครีมกันแดดบางยี่ห้อกลับพบว่ามีคุณสมบัติใน
การป้องกันด้อยกว่าในฉลากที่ระบุไว้
4. เครื่องสำอางป้องกันแสงแดดควรเป็นชนิดทนน้ำหรือทนเหงื่อ
และควรทาก่อนออกอย่างน้อย 30 นาที
เพื่อให้ครีมกันแดดซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น
หากทาแล้วออกไปรับแดดทันทีหรือออกไปแล้วจึงค่อยทาจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
5. ถ้าจะลงเล่นน้ำควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่กันน้ำได้และทาซ้ำบ่อย ๆ อย่าง
Water resistant จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 40 นาที และ Waterproof
จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 80 นาที เพราะฉะนั้นต้องทาซ้ำทุก ๆ 40-80นาทีตามแต่ชนิด
6. ควรเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว หากสภาพผิวมัน
การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มันหรือมีค่า SPF สูง ๆ ก็อาจทำให้เกิดสิวอุดตันได้
ดังนั้นการเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าผิวแห้งมากก็ควรหลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
หรือถ้าเป็นคนผิวแพ้ง่าย ก็ยิ่งต้องเลือกมากเป็นพิเศษ
7. ควรทดสอบการแพ้ครีมกันแดดก่อนใช้เสมอ
ด้วยการนำครีมกันแดดมาทาใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาที
แล้วสังเกตว่ามีอาการบวมแดงหรือไม่
(แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นกว่าจะปรากฏอาการแพ้
ดังนั้นจึงต้องรอดูอาการถึง 1-3 วัน เพื่อความแน่ใจ)
ถ้ามีอาการดังกล่าวแสดงว่าเราแพ้สารเคมีจากครีมกันแดดชนิดนั้น ๆ
ควรสังเกตวันหมดอายุของครีมกันแดดด้วย
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีกำหนดอายุประมาณ 2-3 ปี นับจากวันที่ผลิต
และไม่ควรเก็บครีมกันแดดไว้ในที่ร้อน ๆ…

3 วิธีดูแลตัวเองง่ายๆให้สวยเปล่งปลั่งทุกวัน

การดูแลตัวเองกับผู้หญิง แน่นอนว่าต้องเป็นของคู่กัน เพราะไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็ต้องอยากให้ตัวเองดูสวย
อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ผู้หญิงหากก้าวเข้าสู่วัยเอจแล้วย่อมเกิดปัญหาริ้วรอยมาให้กังวลใจ แล้วสาวๆ
อย่างเราจะนิ่งนอนใจกันอยู่ได้อย่างไรจริงไหมคะ วันนี้เรามีวิธีดูแลตัวเองง่ายๆ มาฝากคุณผู้หญิงไม่ว่าจะรุ่นเล็ก
รุ่นใหญ่ หรือวัยไหนก็สามารถทำตามได้ รับรองว่าคุณจะสะกดคำว่า “แก่” ไม่เป็นกันเลยทีเดียว
รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
“อาหาร” กับ “สุขภาพ” เป็นของคู่กัน ไม่ว่าใครก็อยากจะมีสุขภาพที่ดีกันทั้งนั้น
การดูแลตัวเองจึงเริ่มต้นจากการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงควรเริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบหลัก5หมู่
ที่ถือเป็นการดูแลตัวเองจากภายใน
ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขภาพอีกทั้งยังเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราสามารถทำได้ จึงควรรับประทานผัก ผลไม้
ที่ให้เกลือแร่และวิตามิน รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
หลีกเลี่ยงอาหารจะพวกไขมันที่สีปริมาณคลอเรสเตอรอลสูงๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีแล้ว
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เมื่อทานอาหารที่ดีแล้วสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการดูแลตัวเองจากภายในด้วยเช่นกัน
ยิ่งในสมัยนี้เป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย
การออกกำลังกายมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความชอบและสภาพร่างกายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา
หรือแม้แต่การเล่นฟิตเนต แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ ถือเป็นวิธีที่ช่วยดูแลตัวเองให้อ่อนเยาว์อยู่เสมอ
ถ้าเราหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน
พักผ่อนให้เพียงพอ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนอนยังเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ของการดูแลตนเอง
เพราะปัจจุบันเราจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าเวลานอน
จนลืมไปว่าสิ่งที่ดีและทำง่ายที่สุดคือการนอนหลับพักผ่อนร่างกาย อย่างน้อยเราควรจะนอนวันละ 8-12 ชั่วโมงต่อวัน
หรือการพักสายตาจากสิ่งที่ทำอยู่ก็ถือว่าเป็นการนอนในระยะเวลาสั้นๆ
ซึ่งคุณก็สามารถดูแลตัวเองจากภายในได้ ทั้งนี้การนอนจะส่งผลให้ใบหน้า และร่างกายของคุณดูสดชื่น
พร้อมที่จะลุยงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในวันของคุณได้อย่างสบาย…

นวัตกรรมการทำเลเซอร์

เลเซอร์ผิวหนัง คือ กระบวนการรักษาผิวอย่างหนึ่งที่ช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น
ด้วยการยิงแสงเลเซอร์เข้าตรงบริเวณที่เกิดความผิดปกติของผิว เพื่อทำการฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้สวยสุขภาพดี
ซึ่งครอบคลุมผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาหรือบริเวณหน้าผาก ฝ้า กระ จุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
หรือไม่เรียบเนียน ผิวไหม้จากแสงแดด รวมถึงปัญหาหลุมสิว หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว
ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีการทำเลเซอร์ได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก
เพราะนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาผิวที่เกิดขึ้นได้แล้ว
ยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ได้อีกด้วย
การเลเซอร์ทำเพื่อความสวยงาม
-Trios ใช้รักษากระตื้น และรอยดำ โดยการทำลายเม็ดสี ที่เข้มผิดปกติ ให้หลุดลอกออก
-ริ้วรอยเล็กๆ และริ้วรอยรอบปาก Trios จะกระตุ้นให้ผิวชั้นกลาง สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ริ้วรอยเล็กๆ
ก็จะลดลง
-รอยแดง เส้นเลือดแดงฝอยเล็กๆ และฝ้าเส้นเลือด Trios จะทำลายเส้นเลือดฝอยเล็ก และทำให้เส้นเลือดหดเล็กลง
-รูขุมขนที่กว้าง จะกระชับเล็กลง
-ปรับสภาพสีผิว ให้สม่ำเสมอ ลดความหมองคล้ำ ผิวขาวใสขึ้น
การปฏิบัติตัวหลังทำเลเซอร์
1. หลีกเลี่ยงการปะทะแสงแดดแรง ผิวหลังทำเลเซอร์จะมีความไวต่อแดดค่อนข้างมาก
เพราะแสงแดดคือตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ ทั้งรูขุมขนกว้าง เกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ
และทำให้ผิวเหี่ยวในที่สุด ดังนั้นควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ
แต่ควรเลี่ยงการปะทะแสงแดดแรง
2. ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด และเลือกใช้ครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว ล้าง
หน้าให้สะอาดทั้งเช้าและก่อนนอน สำหรับคนผิวแห้ง
หลังจากการทำเลเซอร์ควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์มากๆ บำรุงติดต่อกันสัก 1-2 สัปดาห์
เพราะเลเซอร์จะทำให้โครงสร้างผิวแห้งขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนผิวมันก็เลือกครีมบำรุงตามสภาพผิวปกติ
3. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพผิว การรับประทานอาหารให้ครบถ้วน
เพื่อให้ร่างกายได้นำไปใช้ในการซ่อมแซมและปกป้องดูแลผิวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
4. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เมื่อผิวต้องการความชุ่ม ชื้นเป็นพิเศษ
การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีแล้ว
ยังช่วยทำให้การเลเซอร์เห็นผลได้ดีอีกด้วย
5. ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำหลังการทำเลเซอร์ อย่างไร ก็ตาม
นอกจากการปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว ในบางกรณีการรักษาอาจจะมีข้อควรระวังเป็นพิเศษ
ดังนั้นควรปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ข้อเสียของการทำเลเซอร์
1. ผิวหน้าไวต่อแดด แพ้ง่าย เป็นแผลง่าย เนื่องจากเลเซอร์ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวชั้นบน
ผิวหนังจึงอักเสบง่ายและเกิดรอยแผล
2. ผิวหน้าระคายเคืองต่อเครื่องสำอางง่าย ผิวอ่อนแอ สครับผิวหรือนวดหน้าไม่ได้
3. ผิวหน้าแห้ง เป็นขุยง่าย ความร้อนจากการทำเลเซอร์ จะทำให้มีอาการผิวแห้ง ลอกเป็นขุยหลังทำ
4. ผิวหน้าเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำได้ง่ายขึ้น หากดูแลไม่ถูกวิธี ไม่หลบแดด ทายาไม่ครบ
จะทำให้เกิดจุดด่างดำได้ง่ายขึ้น
5. ต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากแพทย์เท่านั้น ไม่ สามารถใช้เครื่องสำอางปกติที่เรามีได้ ผลิตภัณฑ์จากแพทย์มีราคาสูง
ถ้าหมดก็ต้องกลับไปซื้อมาเพิ่ม ไม่สามารถใช้ครีมทั่วไปตามท้องตลาดได้อีก
6. ค่าใช้จ่ายสูง การทำเลเซอร์แต่ละครั้งมีราคาตั้งแต่หลักพันขึ้นไป
7. หยุดทำหน้าคล้ำเหมือนเดิม เลเซอร์ไม่ได้ให้ผลถาวรตลอดไป เมื่อหยุดทำผิวก็จะกลับมาเกิดปัญหาเช่นเดิม
8. รู้สึกเจ็บขณะทำ ความ ร้อนที่ถูกส่งผ่านลงไปยังผิิว ทำให้รู้สึกเจ็บ ถึงแม้เลเซอร์บางชนิดจะมีการเป่าลมเย็น
แต่ก็ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่ดี…

นั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกล ออฟฟิศ ซินโดรม

ออฟฟิศ ซินโดรมถือเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตของของคนที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์หรือใช้ tablet,
สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ซึ่งกลุ่มอาการนี้มักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่
โดยเฉพาะคนที่ชอบทำงานโดยนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
โดยไม่ค่อยได้ขยับร่างกายไปไหน ซึ่งหากปล่อยให้อาการนี้เป็นต่อไปเรื่อยๆ
อาจถึงขั้นรุนแรงจนเรื้อรัง ก็จะรักษาหายยาก จนรักษาด้วยยาไม่ได้
และอาจถึงขั้นผ่าตัดได้ วันนี้เราจึงนำวิธีป้องกันโรคนี้มาฝากทุกท่านได้นำไปใช้กัน
เนื่องจากใน 1 วัน เรามักอยู่ในท่านั่งเป็นส่วนใหญ่ การเริ่มต้นดูแลตัวเองเพื่อป้องกัน
ออฟฟิศซินโดรม จึงต้องมาเริ่มจากการนั่งให้ถูกต้อง เพราะท่านั่งที่ดี
รวมไปถึงการจัดของใช้ต่างๆ ให้หยิบจับได้สะดวก โดยอยู่ในท่าทางที่เหมาะสม
ก็จะทำให้ป้องกันอาการโรคนี้ได้ ซึ่งท่านั่งที่ถูกต้องนั้นทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
1. จอคอมพิวเตอร์ ต้องจัดให้อยู่ระดับเดียวกับสายตา โดยห่างจากตา 12-18 นิ้ว(ถ้าจอแบน)
2. รักษาระดับของหัวไหล่ โดยไม่ยกไหล่ขณะพิมพ์งาน พร้อมปรับพนักพิมพ์ 100-110องศา
3. จัดท่าให้ศอกตั้งฉากกับลำตัว โดยให้คีย์บอร์ดอยู่ระดับเดียวกับเมาส์ไม่วางไว้ต่ำกว่านั้น เช่น ในลิ้นชัก
4. ขาต้องตั้งฉากกับสะโพก โดยดูระดับความสูงของเก้าอี้ให้พอดี
5. มีที่วางพักเท้า เพื่อไม่ให้เท้าลอยขึ้นมาเวลานั่งทำงานนานๆ
สิ่งสำคัญคือ เวลาทำงานติดต่อกันไม่ควรให้เกิน 1-2 ชั่วโมง
และควรลุกเปลี่ยนท่าทางบ้าง อย่างน้อย 5-10 นาที
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ คนจำนวนมาก นิยมใช้คอมพิวเตอร์ notebook กันมาก
ซึ่งการใช้งาน notebook ก็ต้องอาศัยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอาการ ออฟฟิศซินโดรม ด้วยเช่นกัน
ในส่วนของขั้นตอนการปฏิบัติขณะนั่งทำงาน สำหรับผู้ที่ทำงานกับพวกโน๊ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คนั้น ให้จัดวางและทำท่านั่งตามขั้นตอนดังนี้
1. วางโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้นจากขอบโต๊ะ โดยให้จออยู่ระดับสายตา
2. หาเมาส์ และแป้นพิมพ์มาต่อเพิ่ม และพยายามปรับทุกอย่างให้มุมมอง
ท่าทางคล้ายกับการทำงานกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
3. ควรหาหมอนนุ่มๆ มาวางพักข้อมือ เมื่อทำงานติดต่อกันนานๆ
4. ไม่นอนเล่นโน๊ตบุ๊ค เพราะจะทำให้สายตาเสียได้
5. ไม่เล่นขณะที่แสงไฟไม่เพียงพอ หรือห้องมืดเกินไป
6. หากเล่นนานเกิน 1 ชั่วโมง ให้พักสายตาและข้อมืออยู่เสมอ
หากปฏิบัติตามขั้นตอนท่านั่งที่ถูกต้องแล้ว น่าจะทำให้อาการปวดหลัง ปวดตา
และนิ้วล็อกหายไป และห่างไกลจากอาการ ออฟฟิศ ซินโดรม
ในส่วนของวิธีป้องกันอื่นๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหานิ้วล็อค ปวดตา ยังคงมีอีก
แล้วเราจะนำมาให้คุณได้ติดตามกันในโอกาสต่อไป…

อาหารช่วยลดสิว

สิวเป็นปัญหาด้านผิวหนังเบื้องต้นที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้คนทุกเพศทุกวัย
โดยเป็นปัญหาที่สามารถรักษาได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีสมดุลและรักษาวิถีชีวิตที่สมดุลและมีสุขภาพดี
โดยคำแนะนำจากนักศัลยกรรมด้านความงามเกี่ยวกับการจัดการสิว มีดังนี้

ข้าวกล้อง
เป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินบี โปรตีน แมกนีเซียม
และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด สำหรับปัญหาผิวหนังอย่างสิว
วิตามินบีจะทำหน้าที่เป็นนักต่อสู้กับความเครียดของผิวหนังของเรา
ซึ่งวิตามินบีนี่แหละที่จะช่วยควบคุมระดับของฮอร์โมนและป้องกันไม่ให้เกิดสิวได้

กระเทียม
เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ช่วยต่อสู้กับอาการอักเสบ
เพราะในกระเทียมมีสารเคมีที่เรียกว่า Allicin
ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณ
ที่สำคัญกระเทียมได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยลดการอักเสบจากสิวได้

บรอกโคลี
เป็นอาหารล้างพิษที่สมบูรณ์แบบ
เพราะบรอกโคลีมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี
วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค และสารต้านอนุมูลอิสระอีกเป็นจำนวนมาก
ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้สามารถเพิ่มความสว่างใสให้กับผิวของคุณได้

เนื้อปลา
เป็นที่รู้จักกันดีว่าเนื้อปลาเป็นปลาแหล่งที่ดีของกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6
ซึ่งกรดเหล่านี้มีความสามารถในการช่วยลดการอักเสบในผิวหนัง

ถั่ว
ถั่วส่วนใหญ่มีซีลีเนียม วิตามินเอ ทองแดง แมกนีเซียม แมงกานีส โพแทสเซียม
แคลเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวที่มีสุขภาพดี

ชาเขียว
การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า ชาเขียวนั้นช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น
นอกจากการดื่มแล้ว
การใช้ถุงชาเขียวหรือถุงผ้าจุ่มลงในชาเขียวแล้วนำมาประคบที่บริเวณที่เป็นสิวประมาณ 10-15 นาทีจะทำให้รอยแดงหรือการอักเสบลดลงได้

องุ่นแดง
ผลและเมล็ดขององุ่นมีสารเคมีตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสภาพผิวอักเสบ
เช่นโรคสะเก็ดเงินและโรคเรื้อนกวาง
นอกจากนี้องุ่นยังสามารถช่วยควบคุมผลข้างเคียงของปฏิกิริยาภูมิแพ้บนผิวหนัง

ต้นอ่อนอัลฟัลฟ่า
อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าในการทำความสะอาดและล้างพิษบนผิวหนัง
นอกจากนี้ในต้นอ่อนอัลฟัลฟ่ายังมีเอนไซม์ที่มีชีวิตที่ช่วยต่อสู้กับการอักเสบได้อีกด้วย

อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอและแคโรทีนอยด์
อาหารจำพวกนี้ ได้แก่ น้ำแครอท แครอทสด ผักโขม ผักคะน้า แคนตาลูป ซุปผัก
มะม่วง มะละกอ ข้าวโอ๊ตบด ถั่วแช่แข็ง และน้ำมะเขือเทศ
รวมถึงลูกพีชสดและพริกหวาน ก็จะช่วยลดเรื่องสิวได้เช่นกัน…

สุขภาพวิธีการอยู่ห่างจากกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน ถือว่าเป็นอาการเจ็บป่วยที่มาแรงในยุคนี้ กับวิถีชีวิตของคนเมือง ที่ต้องทำอะไรอย่างเร่งรีบทำงานทั้งวัน
กว่าจะได้ทานข้าวเย็นก็มืดค่ำ และพอถึงเวลาก็ต้องนอนเลยโดยที่อาหารที่ทานเข้าไปตั้งแต่ตอนเย็นยังไม่ย่อยดี
หลายคนอาจเข้าใจแค่เพียงว่า โรคกรดไหลย้อนจะมีแค่อาการปวด จุก แน่นท้อง เรอเปรี้ยว และแสบหน้าอกเท่านั้น
แท้ที่จริงแล้วกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหาร
และถ้ามีมากพอก็อาจจะไหลย้อนขึ้นไปที่กล่องเสียง คอหอย และช่องทางเดินของหูได้ ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่กล่องเสียง
ผู้ป่วยก็อาจมีอาการเสียงแหบเรื้อรังทุกเช้า แต่พอสาย ๆ ก็จะหายไปเอง…ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่คอหอย
ผู้ป่วยก็อาจรู้สึกว่ามีก้อนอะไรจุกอยู่ในคอ มักจะไอหรือกระแอมเป็นประจำ ไม่มีไข้
ไม่มีเสมหะ…ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่ช่องทางเดินของหู ผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการหูอื้อเป็นประจำ ทั้ง ๆ
ที่ให้หมอตรวจแล้วว่าหูปกติดี เป็นต้น ก็อย่างที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นว่า
ความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อนนี้เกิดจากการกินอาหารซะส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารรสเผ็ดมาก ๆ
หรือรสเปรี้ยวมาก ๆ หรือการกินอาหารประเภททอดที่มีไขมันสูง การดื่มเครื่องดื่มประเภทชูกำลัง น้ำอัดลม กาแฟ เป็นต้น
สำหรับอาการ กรดไหลย้อนทำให้เกิดอาการพะอืดพะอม รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก จุก เสียด แน่น เรอ มักเป็นหลังจาก
หลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ อาหารจะผ่านการย่อยทางปากก่อน และผ่านหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร
ช่วงที่ปลายหลอดอาหารกล้ามเนื้อหูรูด ปิดทางไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นไปยังหลอดอาหารอีก
โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดทำงานผิดปกติ หย่อนตัว
และเปิดทางให้กรดในกระเพาะไหลกลับไปยังหลอดอาหารจนมีอาหารขย้อนไปยังลำคอ ช้าๆ
ถ้าไม่ได้รับการรักษาและปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลในหลอดอาหาร มีเลือดออก
หลอดอาหารตีบ จนกลืนอาหารลำบาก และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
สำหรับวิธีที่จะหนีจากโรคนี้คือ หลีกเลี่ยงการนอนราบหลังรับประทานอาหารทันที รวมไปถึงการออกกำลังกาย
การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ
อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟูด เนย นม
หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม
เป็นต้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา
ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น…

สุขภาพ.ความงาม.การเสริมสร้างกระดูกให้เเข็งเเรงควรทำอย่างไร

ร่างกายของคนเรานั้นเปลี่ยนเเปลงไปตามเวลายิ่งอายุเยอะร่างกายก็จะช้าลงไป
เเละส่วนต่างๆของร่างกายก็ต้องดูเเลเป็นพิเศษเพราะอาจจะเกิดการเสริม
ทรุดลงไปบ้างอย่างเช่นกระดูกที่ต้องเจอเเน่ๆสำหรับคนที่สูงวัย
เราต้องดูเเลให้ดีเพื่อให้กระดูกของเรามีสุขภาพเเข็งเเรงอยู่เสมอ
สำหรับการดูเเลกระดูกของเราให้เเข็งเเรงนั้นต้องทำเเต่เนิ่นๆ
ซึ่งอย่างเเรกให้เเนะนำในเรื่องของการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายนั้นจะช่วยให้กระดูกของเราได้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
เเละหากออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้ช่วยเรื่องของกระดูกของเราให้
เเข็งเเกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง หรือการเล่นโยคะ
หรือว่าเล่นกีฬาจะสามารถช่วยให้กระดูกของเราเเข็งเเรงได้ทั้งนั้น
เเละหากคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยจะทำให้กระดูกของท่านไม่ได้รับการทำงาน อาจจะทำให้เสื่อมลงไปได้ง่ายอย่างมาก
ดังนั้นเราควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อที่จะรักษากระดูกของเราให้มีความเเข็งเเรงอยู่เสมอ
อาจจะวิ่งตอนเย็นหรือออกกำลังกายก่อนที่จะรับประทานข้าวเย็นก็ได้ดีกว่าไม่ได้ออกกำลังกายเลย
สิ่งที่จะทำให้เสริมสร้างกระดูกให้เเข็งเเรงเรื่องต่อมาคือการรับประทารอาหารเสริม หรือว่านมบำรุงกระดูก
ถือว่าจะช่วยในเรื่องของกระดูกของเราได้มากเลยทีเดียวการรับประทาน
อาหารเสริม หรือ นมนั้นจะทำให้เป็นการเสริมสร้างกระดูกของเราได้ดี
เเต่การรับประทานอาหารเสริมเราควรต้องไปปรึกษาแพทย์ก่อนว่าตัวยาชนิดไหน ที่จะสามารถรับประทานได้ให้เข้ากับร่างกายของเรา
เเต่หากเป็นนมนั้นเราสามารถรับประทานได้เลยเเละขอให้รับประทานเป็นประจำจะช่วยให้กระดูกของเราเเข็งเเรง
สามารถยกของหนักได้อย่างเเน่นอน
การบำรุงกระดูกถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญของคนเราเป็นอย่างมาก
เเละสิ่งต่อมาที่จะสามารถรักษากระดูกของเราให้เเข็งเเรงคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบห้าหมู่ จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่เเข็งเเรง
ไม่มีโรคไม่มีภัยมาสู่ตัวเองเเละยังช่วยให้กระดูกของเรามีความเเข็งเเรงอีกด้วย
เเละที่สำคัญควรลดในเรื่องของการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเพราะจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมเเล้วจะทำให้
สุขภาพเสียเเละอาจจะส่งผลเสียไปถึงเรื่องกระดูกของเราอีกด้วยหากดื่มมากๆก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างเเน่นอน
เรื่องสุดท้ายของการรักษากระดูกของเราคือการไม่ยกของหนักบ่อยเกินไป
ให้ระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษเราควรที่จะไม่ใช้ร่างกายเราไม่ยกของที่หนักมากเกิดไปเพราะจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราอย่างเเน่นอน
หากเราต้องยกของหนักเเบบว่าหนักเกินร่างกายของเรา
เราต้องหาคนมาช่วยเเละไม่ควรที่จะฝืนยกคนเดียวเเละหากเป็นอาชีพก็ต้องมีอุปกรณ์เสริมไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะดามหลัง
ซึ่งการยกของจะทำให้เราปวดหลังเเละส่งผลกระทบถึงกระดูกเเบบโดยตรง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเราต้องดูเเลร่างกายของเราให้ดี
เพื่อที่จะให้ร่างกายของเราเเข็งเเรงตลอดไปจะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีเเละมีความสุขในการใช้ชีวิต…

เคล็ดลับผิวสวยสุขภาพดี

ผิวที่เนียนนุ่มและสดใสเปล่งประกาย นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นใจแล้วยังบ่งบอกถึงความมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย
ดังนั้นการบำรุงผิวจากภายใน อย่างเช่นการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิว ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ที่จะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง แลดูมีสุขภาพดี
การดูแลผิวพรรณจากภายใน
ทานอาหารที่ดี
วิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำเซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น
และช่วยปรับสภาพผิวที่อ่อนดังนั้นทานผักหรือผลไม้ให้มากกว่าเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ
มากกว่าได้ไขมันจากเนื้อสัตว์ เพราะไขมันจากสัตว์เป็นไขมันที่ไม่ค่อยดีต่อผิวนัก
แต่เพื่อความครบถ้วนของสารอาหารให้เลือกทานเป็นสัตว์จำพวกปลาแทน เช่น ปลาแซลมอน
เพราะไขมันที่ได้จากปลาเป็นไขมันที่ดีและมีประโยชน์
อีกทั้งยังช่วยลดการอุดตันของไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่เป็นสาเหตุของการเกิด สิวได้อีกด้วย
โปรตีน ประโยชน์ของโปรตีนนั้น มีประสิทธิภาพในการซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ผิวจะดูแห้งและหมองลง
อาหารที่มีโปรตีนจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับขึ้น จึงแลดูเปล่งปลั่งและสดใส
ธัญพืชธัญพืชอย่างเช่นเมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยอาหารสำหรับผิวอย่างวิตามินอี และวิตามินบี 2
รวมถึงโอเมก้าและโปรตีนซึ่งสารอาหารที่กล่าวมานี้ มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ และลดลดเลือนริ้วรอย
และรอยหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นเรื่อยๆ
น้ำเปล่า การดื่มน้ำอุ่น 4 แก้ว ทุกเช้าเพื่อดีท็อกซ์ร่างกายให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
และยังเรียกความสดชื่นให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี
การดูแลผิวพรรณจากภายนอก
1.หลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ
ผิวมักเกิดความหมองคล้ำได้ง่าย หากเกิดจากการสัมผัสของรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งเป็นรังสีจากดวงอาทิตย์ดังนั้น
การพยายามหลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ จะช่วยลดความหมองคล้ำจากรังสี UV ได้
แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็แนะนำให้พกร่มไว้ติดตัวไปด้วย
และอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
2.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ควรเลือกโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากไวท์เทนนิ่งเข้มข้น ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ
ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่เข้มให้จางลง และควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรองว่าปลอดภัย
3.ขัดผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
การดูแลผิวด้วยการขัดผิวบ่อยๆ นั่นคือ วิธีที่ดีสำหรับการมีผิวพรรณที่ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน
การขัดผิวนั้นสามารถทำให้ผิวของคนเราขาวได้จริงๆ เนื่องจากเป็นการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้ว
และยังมีส่วนช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยสามารถขัดผิวของตัวเองได้
ด้วยการใช้สครับที่มีความละเอียดอ่อนต่อผิว…

สุขภาพ.ความงาม.วิธีการป้องกันโรคภูมิเเพ้

โรคในปัจจุบันมีมากมายที่ทำให้คนเราได้รับผลกระทบจากการเป็นโรคเเละโรคภูมิเเพ้นั้นปัจจุบันบนได้มากขึ้น
เพราะชีวิตประจำวันของคนเราต้องไปทำงานเเละไปเจอสภาพอากาศเเละ
ฝั่นละอองมากมายทำให้เกิดโรคภูมิเเพ้เเละเมื่อคนที่เเพ้ง่ายก็จะยิ่งไปกันใหญ่จะเกิดปัญหาเป็นโรคภูมิเเพ้ได้เร็วขึ้น
เเละเรามีวิธีการป้องกันโรคภูมิเเพ้ที่ทำเเล้วจะไม่เกิดกับคุณ
อย่างเเรกคือ หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ก่อให้เกิดโรคภูมิเเพ้
เมื่อเวลาเราอยู่บ้านเราต้องเปิดหน้าต่างเเละทำความสะอาดบ้านไม่ให้ฝุ่น
มาเกาะภายในบ้านของเรา เราต้องดูเเลให้ดีในทุกซอกทุกมุมในบ้าน
เพื่อไม่ให้สารก่อภูมิเเพ้เกิดขึ้นในบ้านของเราก่อน
เพราะเราต้องใช้ชีวิตทุกวันภายในบ้านดังนั้นต้องทำความสะอาดเริ่มจากบ้านของเรา
เเละหากออกไปข้างนอกควรพกหน้ากากกันฝุ่นไปด้วยเพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองมาเข้าจมูกเข้าปากของเราจะเป็นการก่อให้เกิดโรคภูมิเเพ้ได้ง่ายหรือเวลาที่ไปที่มีคนเยอะก็ควรใส่หากใครที่คิดว่าตัวเอง
มีการอาการภูมิเเพ้ก็ควรที่จะปฎิบัติตามเพราะจะกันในการเกิดโรคนี้
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการดื่มน้ำให้มากๆ
เพราะน้ำจะไปละลายเสมหะของคุณเเละจะไปช่วยขับของเหลวออกจากร่างกายเเละควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่าแปดเเก้วต่อวัน
ยิ่งดื่มเยอะก็ยิ่งดีต่อตัวคุณเอง
จากนั้นก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอนั้นคือการนอนหลับ
เราทำงานมาทั้งวันเจอะไรมามากมายนอกบ้านเเละการพักผ่อนจะทำให้ร่างกายของเราได้พักด้วย
เเละต้องนอนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับร่างกายจะทำให้ช่วยรักษาการเป็นโรคภูมิเเพ้ไม่ให้มาสู่ตัวคุณ
เเละหากคุณเป็นโรคภูมิเเพ้ก็ต้องรับประมานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อเป็นการฟื้นฟูร่างกายให้เเข็งเเรงเเละอาหารชนิดไหนที่หมอสั่งให้หยุดกินก็ต้องหยุดกินทันทีต้องไม่ดื้อต่อการรักษา
เพราะโรคภูมิเเพ้เป็นโรคหนึ่งที่รักษายากเช่นกันต้องดูเเลด้วยเองให้ดีหากรู้ตัวว่าเป็นโรคภูมิเเพ้
หรือคนที่ยังไม่เป็นโรคก็ต้องไม่ประมาทควรที่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อการป้องกันโรคที่จะเข้ามาสู่ตัวคุณเอง
เเละสุดท้ายเเล้วการป้องกันโรคภูมิเเพ้เราต้องทำตัวเองให้มีความสุขทำจิตรใจให้สบายไม่ต้องกังวัลอะไรมาก
ใช้ชีวิตให้ตัวเองได้รับประโยชน์มากที่สุดไม่ไปที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค
เเละขอให้ทุกวันของคุณไม่ว่าจะไปไหนต้องดูเเลตัวเองเป็นพิเศษการขับรถหรือนั่งรถก็ต้องเซฟตัวเองให้มากที่สุด
ในการเจอคนหมู่มากเพราะไม่รู้ว่าใครมีโรคอะไรบ้างที่เราไปเจออาจจะติดมาได้
เเละทุกวันนี้ก็มีโรคมากมายอย่างที่กล่าวมาเราต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายไปพบเเพทย์ประจำปี
เเละที่สำคัญต้องออกกำลังกายบ่อยๆเพื่อที่จะรักษาร่างกายของเราให้เเข็ง
เเรงในทุกวันเเละจะเป็นการป้องกันตัวเองจากการเป็รโรคต่างๆได้ดีทีเดียว…