โรคลมชักในเด็ก หายสนิทได้ ไม่ต้องรับประทานยากันชักตลอดชีวิต

โรคลมชัก เป็นโรคที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้ที่เป็นโรคนี้
เนื่องจากในบางคนที่อาการชักยังควบคุมได้ไม่ดีบางทีอาจเกิดอาการซึ่งบางทีอาจไม่รู้สติ 
ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เป็นผลให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งบางครั้งบางทีอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต 
ในสมัยก่อนโรคลมชักไม่ได้รับความสนใจจากแพทย์นักเนื่องจากการดูแลรักษายังไม่ให้ผลดีสักเท่าไหร่
แล้วก็คนไข้โดยมากจะต้องรับประทานยาตลอดชีวิต แต่ว่าขณะนี้การดูแลรักษาโรคลมชักได้รับการพัฒนาไปมา
มียาหลายชนิดและการรักษาหลายวิธีการที่จะช่วยในการควบคุมอาการได้ดีขึ้นหรือหายขาดได้ 
โดยยิ่งไปกว่านั้นโรคลมชักในเด็กที่มีโอกาสหายขาดได้จากรักษาต่อเนื่องที่ถูกต้อง 
จนถึงสามารถหยุดยาได้ไม่ต้องกินยาตลอดชีวิตเช่นที่เคยเข้าใจกันมา

ความอันตรายของโรคลมชัก
โรคนี้อันตรายตรงที่อาการชักบางทีอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแล้วก็บางทีอาจไม่มีอาการเตือน 
ส่วนใหญ่แล้วอาการมักไม่ร้ายแรงและก็เกิดเป็นระยะเวลาสั้นๆแต่บางบุคคลอาจมีอาการร้ายแรง 
หรือชักอาการชักเกร็งนานๆก่อกวนการหายใจซึ่งอาจจะทำให้สมองได้รับออกสิเจนลดลงส่งผลต่อสมองในระยะยาว 
หรือบางบุคคลบางทีอาจได้รับภยันตรายต่อร่างกาย อย่างเช่นที่ศีรษะ 
ต่อแขนขาที่ฟาดของแข็งระหว่างอาการชัก หรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างอาการชักได้ 
แต่ถ้าหากรับการดูแลรักษาต่อเนื่องรวมทั้งคนเจ็บปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม
โอกาสที่จะเกิดอาการชักซ้ำจะลดน้อยลงทำให้อันตรายที่เกิดตามมาก็จะลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน

การรักษาโรคลมชักในเด็ก
ปัจจุบันนี้หมอให้ความสนใจเรื่องการรักษาโรคลมชักเยอะขึ้น 
มีการปรับปรุงองค์ความรู้เพื่อรักษาโรคลมชักอย่างเห็นผล 
ในขณะนี้มียากันชักหลายชนิดที่แพทย์สามารถเลือกใช้ในการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน 
ในกรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผลก็มีวิธีการรักษาอื่นๆเช่นการผ่าตัด 
การกำหนดอาหารที่จะช่วยลดอาการขัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคลมชักในเด็กมีที่บางประเภทที่หายขาดได้เองเมื่อแก่ขึ้น
และบางชนิดซึ่งสามารถรักษาให้หายสนิทได้ด้วยการรักษาด้วยยาซึ่งหมอสามารถหยุดยานั้นๆ
ได้ภายหลังรับประทานเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมผู้ป่วยจึงไม่ต้องกินยากันชักต่อเนื่องตลอดชีวิต

ไม่อยากป่วยเป็น “อัมพฤกษ์-อัมพาต” ตอนแก่ จะต้องหมั่นดูแลตัวเอง

โรคอัมพฤกษ์อัมพาต เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความพิการแขนขาอ่อนแรง 
ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย หากรุนแรงอาจถึงแก่ชีวิต 
ก็เลยเป็นอาการป่วยที่หลายคนกลัว แต่โรคนี้สามารถคุ้มครองป้องกันได้โดยดูแลตนเองให้ดีเพื่อลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคลงได้

อัมพฤกษ์อัมพาต เป็นยังไง?
อัมพฤกษ์อัมพาต เป็น โรคเส้นเลือดสมอง หรือ Stroke
เป็นอาการไม่ปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นทันทีทันใดจากเนื้อสมองขาดเลือด 
หรือเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลงจากหลอดเลือดแดงที่ ตีบอุดตัน หรือ แตก 
ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย โดยมีอาการแสดงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง 
ส่วนในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA)
จะมีลักษณะของโรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเองภายใน 1 วัน 
หรือบางทีอาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร 
ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นจะมีอาการมากหรือน้อยแตกต่างกันไปขึ้นกับตำแหน่งและบริเวณของสมองที่ขาดเลือดไปเลี้ยง

อาการแสดงของอัมพฤกษ์อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมอง)
ลักษณะของโรคหลอดเลือดสมองที่พบ ได้แก่ หน้าเบี้ยว แขนขาชาหรืออ่อนแรง 
พูดไม่ชัดเจน พูดไม่ออก การมองเห็นผิดปกติ เวียนศีรษะ เดินเซ ซึมลง หรือปวดศีรษะรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ประเภทและสาเหตุของอัมพฤกษ์อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมองได้แก่
1.
หลอดเลือดสมองตีบ,อุดตัน คือ หลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองมีการตีบหรือมีการอุดตัน 
จะส่งผลทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นผลให้สมองส่วนนั้นไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ 
เกิดขึ้นได้จากหลายกรณี เช่น สูงอายุ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง 
มีภาวะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่วนสาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบจะเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด 
ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและก็ประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง
2.
หลอดเลือดสมองแตก คือ อาการที่หลอดเลือดแดงในสมองฉีกขาด 
ทำให้เกิดเลือดไหลในสมอง ซึ่งเกิดได้จากหลายกรณีดังเช่นว่า 
ภาวะความดันโลหิตสูง,หลอดเลือดสมองโป่งพองหลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด ฯลฯ

ไม่มีฟันอย่ามองข้าม สาเหตุหลัก ทำผู้สูงอายุขาดสารอาหาร

คนสูงอายุเป็นวัยที่มากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆจากความเสื่อมสภาพของร่างกายรวมทั้งภาวะการ “ไม่มีฟัน”
ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการสูญเสียฟันไปตามอายุขัย ซึ่งทำให้เกิดภาวะ “ขาดสารอาหาร” ตามมา

สาเหตุการสูญเสียฟันในผู้สูงอายุ
ในความเป็นจริงแล้วฟันเป็นอวัยวะที่สามารถอยู่กับมนุษย์ได้ทั้งชีวิต
ถ้าหากมีการรักษาที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย แต่พบว่าบางรายดูแลฟันได้ไม่ดีพอ
ก็เลยเกิดภาวะสูญเสียฟันในวัยสูงอายุตามมา ปัญหาที่นำมาซึ่งการสูญเสียฟัน ได้แก่
*ฟันผุมากจากการทำความสะอาดได้ไม่ดีและปล่อยให้ลุกลามจนกระทั่งมีการผุกร่อนของฟัน
จนถึงในที่สุดตัวฟันอาจจะเเตกหักจนหลงเหลือแต่รากฟันและต้องถูกถอนออกในที่สุด
*การดูแลรักษาสุขภาพอย่างไม่ถูกแนวทางส่งผลให้เกิดหินปูนตามตัวฟันส่งผลให้เหงือกอักเสบ
แล้วก็ถ้าหากปล่อยทิ้งเอาไว้จะลุกลามและทวีความรุนเเรงจนถึงก่อให้เกิดการอักเสบต่อกระดูกเบ้าฟัน
การอักเสบนี้จะส่งผลให้กระดูกล้อมรอบฟันละลายลงไปเรื่อยๆ
หากไม่มีการดูแลและรักษาอย่างไม่ถูกวิธีจนกระทั่งสูญเสียฟันไป
*เป็นผลมาจากการดูแลสุขภาพในโพรงปากไม่ดีพอในวัยที่อายุยังน้อย มีการสูญเสียฟันตั้งเเต่อายุน้อย
*ไม่พบหมอฟันเพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสมำเสมอ (ควรจะพบทันตแพทย์ทุก6-12เดือน)
*ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าควรมาพบหมอฟันเมื่อมีอาการเท่านั้น

ผลกระทบจากการสูญเสียฟัน
*เคี้ยวอาหารบางประเภทไม่ได้
โดยเฉพาะอาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ฯลฯ
*เคี้ยวของกินได้ยากลำบาก
บางรายใช้ฟันที่เหลืออยู่เคี้ยวของกินให้อ่อนลงและใช้เหงือกบดอาหารต่อ
*หลีกเลี่ยงการทานอาหารบางชนิด
ทำให้ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ เกิดภาวะขาดสารอาหารในที่สุด

การดูแลสุขภาพฟัน
การรักษาสุขภาพช่องปากเหมือนกับการดูเเลสุขภาพร่างกาย
ดังนั้นเด็ก ผู้ใหญ่และคนสูงอายุ ควรจะหมั่นพบทันตแพทย์ทุก 6-12 เดือน
เพื่อช่องปากอยู่ในสุขภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงไปพบทันตแพทย์เมื่อมีปัญหา
เเต่เป็นการดูเเลและป้องกันเพื่อรักษาสุขภาพช่องปากของเราให้แข็งเเรงสมบูรณ์เช่นเดียวกับร่างกายของเรา…

ความประพฤติความรุนแรง เป็นอาการทางจิตเวชหรือเปล่า?

พฤติกรรมความรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือคำพูด
การทำร้ายร่างกาย การด่าทอเสียดสี ล้วนทำให้เกิดผลเสียหลายชนิด
ทั้งต่อตนเองแล้วก็คนอื่นๆ พฤติกรรมความรุนแรงยังก่อให้เกิดความอันตรายต่อชีวิต
และทรัพย์สินได้อีกด้วย หลายคนยังสงสัยอยู่ว่าพฤติกรรมนี้เรียกว่าอาการป่วยทางจิตเวชหรือไม่
สามารถรักษาได้หรือไม่ได้อย่างไร คือที่มาของการนำเสนอข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชโดยเฉพาะ

ทำความเข้าใจ พฤติกรรมความรุนแรง และอาการทางจิตเวช
พฤติกรรมความรุนแรง แสดงออกถึงความก้าวร้าว เช่น ด่าทอเสียดสี
ทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม อาจไม่ใช่อาการทางจิตเวชเสมอไป
ขึ้นอยู่กับระดับความร้ายแรงของความประพฤติส่วนบุคคล จำต้องพิจารณาหลายด้านประกอบกัน
แต่ว่าถึงอย่างไรก็แล้วแต่พฤติกรรมความรุนแรงบางประเภทก็มีสาเหตุมาจากอาการด้านจิตเวชได้

การกระทำความรุนแรง เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง?
ภาวะทางอารมณ์
เกิดจากการถูกกดดัน หรือถูกรบกวนทางอารมณ์
ทำให้เกิดภาวะโกรธ หงุดหงิด บางรายอาจแสดงพฤติกรรมความรุนแรงออกมาได้
ซึ่งพฤติกรรมที่เกิดจากสาเหตุนี้มักมีเป็นครั้งเป็นคราวไม่ใช่ทุกครั้ง
แล้วก็การแสดงออกไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายคนอื่น จึงปลอดภัย
สามารถเกิดได้กับคนทั่วไปไม่จำเป็นที่ต้องป่วยเป็นโรค

โรคทางจิตเวช
ผู้ป่วยทางจิตเวชบางรายบางทีอาจแสดงกริยาความร้ายแรงออกมาได้ในบางกรณี
อาจมีปัจจัยมาจากการขาดยา ทำให้มีลักษณะอาการหวาดระแวง จิตหลอน
หรือในบางรายมีปัญหาทางด้านอารมณ์บางอย่าง เช่น อารมณ์หงุดหงิด
อารมณ์ซึมเศร้า หากมีอาการมากๆอาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงได้
รวมทั้งโรคสมาธิสั้น ที่อาจก่อให้อารมณ์เสีย รวมทั้งข่มใจได้ยาก
จึงแสดงออกในรูปแบบของพฤติกรรมความรุนแรง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโรคจิตเวชก็ไม่ได้ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมความรุนแรงเสมอไป…

“แพทย์” แนะแนวทางลดหุ่นอย่างเห็นผลที่สุด

ศ. นพ. ปารยะ อานะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 
ได้แนะนำวิธีการลดความอ้วนและก็ไขมันอย่างมีประสิทธิภาพให้พวกเราได้เข้าใจแล้วก็ลองทำดู งั้นพวกเราไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีแนวทางอะไรบ้าง

*หลีกเลี่ยงการกินน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่ใส่นมข้นหวาน นมเปรี้ยว นมปรุงแต่งรสต่างๆ
แล้วก็เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะมีแคลอรี่สูงมาก 
หากต้องการดื่มชาหรือกาแฟ ให้ใส่นมพร่องมันเนย หรือน้ำตาลเทียมแทน 
ถ้าหากต้องการกินน้ำอัดลม จะต้องเลือกที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น ไดเอโค้ก เป็ปซี่แม็กซ์ ถ้าดื่มนมควรเลือกที่มีไขมันต่ำ

*หลีกเลี่ยงของกินพวกผัดและทอดทุกประเภท 
ถ้าเกิดเลี่ยงไม่ได้ควรที่จะทำการเลือกของกินที่ใช้น้ำมันพืช 
และให้เลือกกินอาหารที่ปรุงด้วยการนึ่ง ปิ้ง ต้ม ย่าง อบ เผา 
และไม่ควรจะทานแกงกะทิ แล้วก็ของกินประเภทแป้งเยอะเกินไป

*ควรจะทานผัก ผลไม้ แล้วก็น้ำ 
ให้เยอะขึ้นในแต่ละมื้อแล้วก็ควรจะเลี่ยงการทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน 
และผลไม้เชื่อม หรือผลไม้แห้งทุกชนิด รวมทั้งของกินเล่น ของหวาน 
หรือของกินที่มีกะทิหรือน้ำตาลมาก และการทานของจุบจิบระหว่างมื้อ

*เลี่ยงการทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอสูง หรือมีไขมันอิ่มตัวสูง 
เพราะมีแคลอรี่สูง ไขมันสัตว์ เครื่องในและสมองสัตว์ หนังสัตว์ รวมทั้ง อาหารทะเลบางประเภท

*ควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน วันละ20-30 นาที 
ขั้นต่ำสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง โดยเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 
หายใจเร็วขึ้น เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เตะบอล เล่นเทนนิส หรือแบดมินตัน
การออกกำลังกายต้องสมดุลกับการควบคุมอาหารด้วย 
เพราะถ้าหากไม่คุมอาหารแต่ไปออกกำลังกายก็ทำให้ผอมลงไม่ได้แน่ๆ 
ดังนั้นต้องการผอม หุ่นดีจะต้องควบคุมการรับประทานอาหารด้วย

อาการตาพร่ามัว รักษาได้

อาการตาพร่ามัวเป็นอีกหนึ่งปัญหาของการมองเห็นผิดปกติ 
คนป่วยจะมองภาพไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพเลือนลาง 
หากว่าเป็นมาจะไม่สามารถจำแนกได้ว่าภาพนั้นเป็นอย่างไร 
มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง อาการตาพร่ามัวยังเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางอย่าง 
ที่ทำให้เกิดภาวะพิการทางสายตาได้ อาทิ โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น 
อาการตาพร่ามัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม 
หากได้รับการรักษาภายในเวลาที่เหมาะสม 
อาการดังกล่าวก็สามารถหายได้และป้องกันการเกิดโรคร้ายที่รุนแรงได้

ลักษณะของอาการตาพร่ามัว
การมองเห็นที่ผิดปกติในลักษณะของการมองภาพไม่ชัดเจน 
รวมถึงค่าสายตามีความผิดปกติแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างอาการตาพร่ามัว ดังต่อไปนี้
*
วัตถุเดิมที่เคยมองเห็นชัดเจนกลายเป็นภาพเบลอ
*
ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดภายในเวลาสั้นๆเช่น 
เคยวัดค่าสายตาพบว่าสั้น 200 หลังจากนั้นไม่กี่เดือนกลายเป็นสั้น 500
*
มองเห็นแสงสะท้อน เช่น ขณะขับขี่ยานพาหนะเห็นภาพสะท้อนจนไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ 
หรือดูดวงจันทร์แล้วมองเห็นเป็นเงาสะท้อน ฯลฯ
*
ดูบริเวณใบหน้าคนเป็นฝ้ามัว หรือบริเวณใบหน้าบุคคลนั้นความจริงแล้วมีสิวรวมทั้งริ้วรอยต่างๆกลับเห็นเป็นใบหน้าเนียนเรียบ
*
มองดูตัวอักษรไม่ชัดเจน ไม่สามารถที่จะอ่านหนังสือได้
*
มองดูภาพสีผ่องใสกลายเป็นสีจาง
*
มองดูภาพแคบลง เดินชน หรือขับรถชน ด้านข้าง

คนวัยชรา ออกกำลังกายอย่างไรจึงเหมาะสม

วัยสูงอายุ เป็นวัยที่ระบบต่างๆในร่างกายมีการเสื่อมสภาพ 
เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก อีกทั้งพบว่าบางรายมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจร่วมด้วย 
ก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งจะต้องปฏิบัติอย่างเหมาะควร 
เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาอื่นที่เกี่ยวกับสุขภาพ 
ก่อนออกกำลังกายอาจต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อน ในเรื่องที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว

การออกกำลังกายในคนสูงอายุ แบ่งได้ แบบอย่าง ได้แก่
1.
เพิ่มการไหลเวียนโลหิต เพิ่มลักษณะการทำงานของหัวใจและก็หลอดเลือด (แอโรบิค)
2.
เพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ ข้อต่อส่วนต่างๆเป็นการออกกำลังกายฝืนแรงต้าน
3.
เหยียดยืดข้อต่อส่วนต่างๆป้องกันอาการข้อยืดติด
4.
ฝึกการทรงตัว
การออกกำลังกายของผู้สูงอายุ ช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของระบบต่างๆ
อีกทั้งช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับกล้ามเนื้อ ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ
ให้มีความสมดุล ในบางครั้งยังช่วยให้ผู้สูงอายุได้เข้าสังคม กรณีออกกำลังกายนอกบ้าน 
ก็เลยเกิดผลดีต่อสภาพทางด้านจิตใจโดยตรง ประโยชน์ของการออกกำลังกายมีอยู่หลากหลาย สรุปได้ดังต่อไปนี้

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ
1.
ช่วยชะลอความชรา
2.
ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี
3.
กล้ามเนื้อแข็งแรงและทนการทำงานได้นานขึ้น
4.
กล้ามเนื้อและข้อต่อยืดหยุ่นดีขึ้น
5.
การทำงานของอวัยวะต่างๆมีการประสานกันดีขึ้น
6.
ช่วยเรื่องการทรงตัว
7.
เพิ่มภูมิต้านทาน
8.
ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดียิ่งขึ้น
9.
ช่วยลดน้ำหนักตัว
10
ช่วยลดความเครียด
11.
ทำให้นอนหลับพักผ่อนดี
ในการบริหารร่างกายในผู้สูงอายุ มีข้อควรระวังมากกว่าวัยอื่น 
ด้วยเหตุว่าเป็นวัยที่กล้ามเนื้ออ่อนแอกว่าวัยอื่น 
การทรงตัวอาจทำได้ไม่ดีเท่ากับวัยอื่น และที่สำคัญคนสูงอายุจำนวนมากมีโรคประจำตัว 
ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการออกกำลังกายโดยตรง

ขาใหญ่ ลดได้ใน 5 วันด้วย ทานั่งเปลือกหอย ได้ผลชั่วร์

ยังมีผู้หญิงคนไม่ใช่น้อยมีรูปร่างช่วงบนเล็ก แต่ดันมีตอนล่างที่ใหญ่มาก โดยยิ่งไปกว่านั้นช่วงขาและก็บั้นท้าย ในตอนที่ใสกางเกงขาสั่น 
หรือกระโปรงก็ยังคลุมเคลือ เพราะว่าขาพวกเราใหญ่อ่ะเธอ ไม่ว่าจะลดอย่างไรก็ลดไม่ลงซักที อย่าเพิ่งนอยด์ไปจ้ะสาวๆเพราะว่าวันนี้พวกเรามีเทคนิค 
สำหรับสาวที่มีตอนล่างใหญ่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ง่ายดายมาเสนอแนะกันจ้ะ ซึ่งก็คือการนั่งด้วย ท่านั่งเปลือกหอย
ท่านี้จะช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดให้ดียิ่งขึ้น ช่วยปรับให้สมดุลรวมทั้งลดความอ่อนเพลีย ช่วยทำให้ช่วงล่างกระชับขึ้น ทำง่ายๆไม่ยุ่งยากเลยจ้ะ พร้อมแล้วพวกเราไปดูกันเลยจ้า
1. 
ขั้นตอนแรกให้สาวๆนั่งในท่านั่งขัดสมาธิ อุ้งเท้าติดกัน หลังตรง มือทั่งสองข้างจับไว้ที่ข้อเท้า เพื่อช่วยดันเข่าให้เปิดออกได้ง่าย ท่านี้จะช่วยทำให้เริ่มรู้สึกเกร็งบริเวณด้านใน
2. 
ต่อไปค่อยหายใจเข้าลึกโน้มตัวไปด้านหน้าเพียงเล็กน้อยแล้วค้างไว้ 15 นาที
3. 
เอามือทั้งสองข้างจับไว้ที่ข้อเท้า ต่อจากนั้นสอดเข้าไปใต้อุ้งเท้าพร้อมด้วยหงายฝ่ามือขึ้นแล้วก้มตัวลงให้หน้าผากสัมผัสกับหัวเข่า นับ 1-15 แล้วเริ่มต้นใหม่
เคล็ดลับ แนะนำให้สาวๆทำวันละ เซต ก่อนนอน ตอนนั่งดูโทรทัศน์ หรือตอนตื่นนอน ทำอย่างน้อย5วันต่อเนื่องกันจะเริ่มรู้สึกได้ว่า 
ตั้งแต่สะโพกไปจนกระทั่งตอนล่างดูเล็กลง กระชับขึ้น สำหรับสาวๆคนไหนที่ไม่ว่างบริหารร่างกาย หรือผู้หญิงที่ช่วงล่างใหญ่แต่ลดไม่ลงมานานแล้ว 
ขอแนะนำวิธีนั่งท่าเปลือกหอยเลยจ้ะ รับประกันว่าลดชั่วร์ แค่เพียงผู้หญิงหมั่นทำบ่อยเป็นประจำทุกวันรับรองมีหุ่นที่ดีแน่นอนยืนยันว่าจะใส่อะไรก็สวย

5 เคล็ดลับลดรอบเอว เอวSง่ายๆเห็นผลแน่นอน

เป็นสตรีจำต้องงามตั้งแต่หัวจรดเท้าจริงไหมจ้ะ เรื่องรูปร่างหุ่นจำต้องเป๊ะปังเอาไว้ก่อนอาจไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่อยากมีเอวเอวเล็ก เอวบาง 
วันนี้พวกเรามีเคล็ดลับที่ช่วยกำจัดเอวหนา มาเป็นเอว ด้วยแนวทางง่ายๆถ้าเกิดผู้หญิงทำเป็นประจำรับประกันได้ผล จะมีเคล็ดลับไหนบ้างพวกเราไปดูพร้อมๆกันเลย
1. 
ลุกขึ้นยืนมาเต้น
สำหรับผู้หญิงคนใดกันที่ไม่ค่อยจะมีเวลาไปบริหารร่างกายหรือไปเข้าฟิตเนสลองเปิดเพลงแล้วยืนขึ้นมาโยกย้ายสายเอวเกร็งหน้าสนุกไปกับจังหวะเพลง อย่างต่ำวันละ ชั่วโมงก็ยังดี 
และก็ที่สำคัญอย่าลืมทำให้เป็นวินัย เพื่อเอวที่เล็ก
2. 
แขม่วท้อง
หรือถ้าหากผู้ใดที่ไม่ว่างจะไปไหนจิงๆลองยืนขึ้นหลังตรง แล้วทดลองแขม่วท้อง ยื่นก้นไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อย สามารถทำเป็นทั้งตอนยืนรวมทั้งตอนนั่งวันละ 20 ครั้ง 
จะช่วยกระชับกล้ามหน้าท้อง แถมยังทำให้บุคลิกดีอีกด้วย
3. 
บิดตัว
การบิดตัวช่วงบน โดยการทำให้ตั้งแต่บั้นท้ายลงมาขยับ หมุนซ้ายขวา ช่วยทำให้กล้ามเนื้อข้างลำตัวจะกระชับขึ้น หรือจะเดินขึ้นลงบรรไดแทนการใช้ลิฟท์ 
ทั้งยังเป็นการช่วยทำให้ร่างกายสามารถสลายไขมันส่วนเกินได้ดีขึ้นอีกด้วย
4. 
ปรับเมนูอาหาร
เลือกกินอาหารที่มีคุณประโยชน์ให้ครบถ้วนทั้ง กลุ่ม ควรจะเน้นไปที่ของกินจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างขนมปังโฮลวีท โฮเกรน และก็ข้าวกล้อง ลดจำนวนน้ำตาล ของหวานหรืออาหารแป้ง 
รวมไปเลือกใช้น้ำมันรำข้าว รวมทั้งน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันในการปรุงอาหาร
5. 
อย่านอนดึก
การนอนคือการพักผ่อนหย่อนใจที่ดีเยี่ยมที่สุด เพื่อร่างกายได้ปรับความสมดุล ให้ระบบต่างๆ
สามารถดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องใช้พลังงาน ก็จะไม่ทำให้รู้สึกหิวหรือกินเวลากลางดึก

อาหารที่ดีต่อร่างกายชายหนุ่ม

อาหารอะไรบ้างที่ผู้ชายอย่างเราควรกิน เพื่อบำรุงเส้นผม
มีผลดีต่อสุขภาพผิวซึ่งเรามีข้อมูลเรื่องนี้มาฝาก

1. ข้าวกล้อง สารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวในข้าวกล้องคือ ซีลีเนียม
และเนื่องจากในข้าวกล้อง มีปริมาณของซีลีเนียมสูง แร่ธาตุดังกล่าว
มีส่วนช่วยในการลดสิวในวัยผู้ใหญ่ เมื่อไปรวมเข้ากับวิตามินอี นอกจากนั้น
ยังช่วยลดรังแค และกระตุ้นให้ผมงอกออกมาเร็วยิ่งขึ้น ธาตุซีลีเนียมนี้
นอกจากจะมีในข้าวกล้องแล้ว ยังมีอยู่ในอาหารชนิดอื่นอีกเช่น ทูน่า กระเทียม ไข่
เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อไก่งวง

2. แครอท มีสารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวคือ วิตามินเอ เมื่อเราอายุมากขึ้น
ผิวหนังของเราจะได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่สมดุลย์ของอนุมูลอิสระ
เคมีต่าง ๆ จะก่อทำให้เซลผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย สูญเสียความยืดหยุ่น
และสารอาหารที่จะช่วยชลอการเกิดกระบวนการดังกล่าวนี้ก็คือวิตามินเอ
ซึ่งจะมาในรูปของเบต้า แคโรทีน
ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
นอกจากแครอทแล้ว ยังมีอาหารที่ให้คุณค่าเช่นเดียวกันคือ มันหวานและพริกหยวก

3. เนื้อวัว ให้โปรตีน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี ผิวสวย
ผมหนาเงางาม เพราะโปรตีน จะช่วยไม่ให้ผิวและผม แห้งเปราะ กระตุ้นให้ผมงอก
และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง นอกจากเนื้อวัวแล้ว ก็ยังมีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพอื่น ๆ
อีกเช่น ปลา เนื้อหมู และเนื้อแดงอื่น ๆ เช่น เนื้อแกะ ซึ่งมีซิงค์สูง
รวมไปถึงอาหารพวกโยเกิร์ต ซึ่งมีวิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเธนิค
ที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ป้องกันไม่ให้ผมร่วง

4. มะเขือเทศ มีวิตามินซี เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย
อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด
ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเขือเทศแล้ว
ยังมีอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันคือ พริกหยวก บร็อคโครี่ และ ผักโขม

5. แซลมอน สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผมและผิวมากก็คือ กรดไขมัน
ซึ่งเรียกว่าเป็นไขมันดี มีประโยชน์ต่อเซลผิวหนัง เพราะมีโอเมก้า 3
ช่วยทำให้เยื่อบุเซลผิวหนังมีความสมบูรณ์ ช่วยเก็บรักษาน้ำในผิว
และยังช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี แหล่งอาหารอื่น ที่มีกรดไขมันได้แก่
เมล็ดทานตะวัน และปลาฉนาก

6. กาแฟ มีคาเฟอีน มีส่วนช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง
สามารถนำมาใช้ทาในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นนุ่มลื่น
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยว่า การดื่มกาแฟวันละแก้ว
ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

7. ผักโขม มีวิตามินอี ช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติ
และยังช่วยลดการอักเสบ และการเกิดสิว ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ลดความเสียหายจากการถูกแสงแดดแผดเผา แหล่งอาหารอื่น
ที่ให้คุณค่าอาหารเช่นเดียวกัน ได้แก่ แอพพารากัส โอลิฟ ถั่ว และธัญพืช

8. น้ำ ช่วยล้างพิษในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่น ความหนา
ให้กับผิว ช่วยการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้ผิวไม่แห้ง
และน้ำยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย
แหล่งอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ ผักและผลไม้…