อาการตาพร่ามัว รักษาได้

อาการตาพร่ามัวเป็นอีกหนึ่งปัญหาของการมองเห็นผิดปกติ 
คนป่วยจะมองภาพไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพเลือนลาง 
หากว่าเป็นมาจะไม่สามารถจำแนกได้ว่าภาพนั้นเป็นอย่างไร 
มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง อาการตาพร่ามัวยังเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางอย่าง 
ที่ทำให้เกิดภาวะพิการทางสายตาได้ อาทิ โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น 
อาการตาพร่ามัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม 
หากได้รับการรักษาภายในเวลาที่เหมาะสม 
อาการดังกล่าวก็สามารถหายได้และป้องกันการเกิดโรคร้ายที่รุนแรงได้

ลักษณะของอาการตาพร่ามัว
การมองเห็นที่ผิดปกติในลักษณะของการมองภาพไม่ชัดเจน 
รวมถึงค่าสายตามีความผิดปกติแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างอาการตาพร่ามัว ดังต่อไปนี้
*
วัตถุเดิมที่เคยมองเห็นชัดเจนกลายเป็นภาพเบลอ
*
ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดภายในเวลาสั้นๆเช่น 
เคยวัดค่าสายตาพบว่าสั้น 200 หลังจากนั้นไม่กี่เดือนกลายเป็นสั้น 500
*
มองเห็นแสงสะท้อน เช่น ขณะขับขี่ยานพาหนะเห็นภาพสะท้อนจนไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ 
หรือดูดวงจันทร์แล้วมองเห็นเป็นเงาสะท้อน ฯลฯ
*
ดูบริเวณใบหน้าคนเป็นฝ้ามัว หรือบริเวณใบหน้าบุคคลนั้นความจริงแล้วมีสิวรวมทั้งริ้วรอยต่างๆกลับเห็นเป็นใบหน้าเนียนเรียบ
*
มองดูตัวอักษรไม่ชัดเจน ไม่สามารถที่จะอ่านหนังสือได้
*
มองดูภาพสีผ่องใสกลายเป็นสีจาง
*
มองดูภาพแคบลง เดินชน หรือขับรถชน ด้านข้าง

คนวัยชรา ออกกำลังกายอย่างไรจึงเหมาะสม

วัยสูงอายุ เป็นวัยที่ระบบต่างๆในร่างกายมีการเสื่อมสภาพ 
เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก อีกทั้งพบว่าบางรายมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจร่วมด้วย 
ก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งจะต้องปฏิบัติอย่างเหมาะควร 
เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาอื่นที่เกี่ยวกับสุขภาพ 
ก่อนออกกำลังกายอาจต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อน ในเรื่องที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว

การออกกำลังกายในคนสูงอายุ แบ่งได้ แบบอย่าง ได้แก่
1.
เพิ่มการไหลเวียนโลหิต เพิ่มลักษณะการทำงานของหัวใจและก็หลอดเลือด (แอโรบิค)
2.
เพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ ข้อต่อส่วนต่างๆเป็นการออกกำลังกายฝืนแรงต้าน
3.
เหยียดยืดข้อต่อส่วนต่างๆป้องกันอาการข้อยืดติด
4.
ฝึกการทรงตัว
การออกกำลังกายของผู้สูงอายุ ช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของระบบต่างๆ
อีกทั้งช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับกล้ามเนื้อ ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ
ให้มีความสมดุล ในบางครั้งยังช่วยให้ผู้สูงอายุได้เข้าสังคม กรณีออกกำลังกายนอกบ้าน 
ก็เลยเกิดผลดีต่อสภาพทางด้านจิตใจโดยตรง ประโยชน์ของการออกกำลังกายมีอยู่หลากหลาย สรุปได้ดังต่อไปนี้

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ
1.
ช่วยชะลอความชรา
2.
ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี
3.
กล้ามเนื้อแข็งแรงและทนการทำงานได้นานขึ้น
4.
กล้ามเนื้อและข้อต่อยืดหยุ่นดีขึ้น
5.
การทำงานของอวัยวะต่างๆมีการประสานกันดีขึ้น
6.
ช่วยเรื่องการทรงตัว
7.
เพิ่มภูมิต้านทาน
8.
ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดียิ่งขึ้น
9.
ช่วยลดน้ำหนักตัว
10
ช่วยลดความเครียด
11.
ทำให้นอนหลับพักผ่อนดี
ในการบริหารร่างกายในผู้สูงอายุ มีข้อควรระวังมากกว่าวัยอื่น 
ด้วยเหตุว่าเป็นวัยที่กล้ามเนื้ออ่อนแอกว่าวัยอื่น 
การทรงตัวอาจทำได้ไม่ดีเท่ากับวัยอื่น และที่สำคัญคนสูงอายุจำนวนมากมีโรคประจำตัว 
ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการออกกำลังกายโดยตรง

ขาใหญ่ ลดได้ใน 5 วันด้วย ทานั่งเปลือกหอย ได้ผลชั่วร์

ยังมีผู้หญิงคนไม่ใช่น้อยมีรูปร่างช่วงบนเล็ก แต่ดันมีตอนล่างที่ใหญ่มาก โดยยิ่งไปกว่านั้นช่วงขาและก็บั้นท้าย ในตอนที่ใสกางเกงขาสั่น 
หรือกระโปรงก็ยังคลุมเคลือ เพราะว่าขาพวกเราใหญ่อ่ะเธอ ไม่ว่าจะลดอย่างไรก็ลดไม่ลงซักที อย่าเพิ่งนอยด์ไปจ้ะสาวๆเพราะว่าวันนี้พวกเรามีเทคนิค 
สำหรับสาวที่มีตอนล่างใหญ่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ง่ายดายมาเสนอแนะกันจ้ะ ซึ่งก็คือการนั่งด้วย ท่านั่งเปลือกหอย
ท่านี้จะช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดให้ดียิ่งขึ้น ช่วยปรับให้สมดุลรวมทั้งลดความอ่อนเพลีย ช่วยทำให้ช่วงล่างกระชับขึ้น ทำง่ายๆไม่ยุ่งยากเลยจ้ะ พร้อมแล้วพวกเราไปดูกันเลยจ้า
1. 
ขั้นตอนแรกให้สาวๆนั่งในท่านั่งขัดสมาธิ อุ้งเท้าติดกัน หลังตรง มือทั่งสองข้างจับไว้ที่ข้อเท้า เพื่อช่วยดันเข่าให้เปิดออกได้ง่าย ท่านี้จะช่วยทำให้เริ่มรู้สึกเกร็งบริเวณด้านใน
2. 
ต่อไปค่อยหายใจเข้าลึกโน้มตัวไปด้านหน้าเพียงเล็กน้อยแล้วค้างไว้ 15 นาที
3. 
เอามือทั้งสองข้างจับไว้ที่ข้อเท้า ต่อจากนั้นสอดเข้าไปใต้อุ้งเท้าพร้อมด้วยหงายฝ่ามือขึ้นแล้วก้มตัวลงให้หน้าผากสัมผัสกับหัวเข่า นับ 1-15 แล้วเริ่มต้นใหม่
เคล็ดลับ แนะนำให้สาวๆทำวันละ เซต ก่อนนอน ตอนนั่งดูโทรทัศน์ หรือตอนตื่นนอน ทำอย่างน้อย5วันต่อเนื่องกันจะเริ่มรู้สึกได้ว่า 
ตั้งแต่สะโพกไปจนกระทั่งตอนล่างดูเล็กลง กระชับขึ้น สำหรับสาวๆคนไหนที่ไม่ว่างบริหารร่างกาย หรือผู้หญิงที่ช่วงล่างใหญ่แต่ลดไม่ลงมานานแล้ว 
ขอแนะนำวิธีนั่งท่าเปลือกหอยเลยจ้ะ รับประกันว่าลดชั่วร์ แค่เพียงผู้หญิงหมั่นทำบ่อยเป็นประจำทุกวันรับรองมีหุ่นที่ดีแน่นอนยืนยันว่าจะใส่อะไรก็สวย

5 เคล็ดลับลดรอบเอว เอวSง่ายๆเห็นผลแน่นอน

เป็นสตรีจำต้องงามตั้งแต่หัวจรดเท้าจริงไหมจ้ะ เรื่องรูปร่างหุ่นจำต้องเป๊ะปังเอาไว้ก่อนอาจไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่อยากมีเอวเอวเล็ก เอวบาง 
วันนี้พวกเรามีเคล็ดลับที่ช่วยกำจัดเอวหนา มาเป็นเอว ด้วยแนวทางง่ายๆถ้าเกิดผู้หญิงทำเป็นประจำรับประกันได้ผล จะมีเคล็ดลับไหนบ้างพวกเราไปดูพร้อมๆกันเลย
1. 
ลุกขึ้นยืนมาเต้น
สำหรับผู้หญิงคนใดกันที่ไม่ค่อยจะมีเวลาไปบริหารร่างกายหรือไปเข้าฟิตเนสลองเปิดเพลงแล้วยืนขึ้นมาโยกย้ายสายเอวเกร็งหน้าสนุกไปกับจังหวะเพลง อย่างต่ำวันละ ชั่วโมงก็ยังดี 
และก็ที่สำคัญอย่าลืมทำให้เป็นวินัย เพื่อเอวที่เล็ก
2. 
แขม่วท้อง
หรือถ้าหากผู้ใดที่ไม่ว่างจะไปไหนจิงๆลองยืนขึ้นหลังตรง แล้วทดลองแขม่วท้อง ยื่นก้นไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อย สามารถทำเป็นทั้งตอนยืนรวมทั้งตอนนั่งวันละ 20 ครั้ง 
จะช่วยกระชับกล้ามหน้าท้อง แถมยังทำให้บุคลิกดีอีกด้วย
3. 
บิดตัว
การบิดตัวช่วงบน โดยการทำให้ตั้งแต่บั้นท้ายลงมาขยับ หมุนซ้ายขวา ช่วยทำให้กล้ามเนื้อข้างลำตัวจะกระชับขึ้น หรือจะเดินขึ้นลงบรรไดแทนการใช้ลิฟท์ 
ทั้งยังเป็นการช่วยทำให้ร่างกายสามารถสลายไขมันส่วนเกินได้ดีขึ้นอีกด้วย
4. 
ปรับเมนูอาหาร
เลือกกินอาหารที่มีคุณประโยชน์ให้ครบถ้วนทั้ง กลุ่ม ควรจะเน้นไปที่ของกินจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างขนมปังโฮลวีท โฮเกรน และก็ข้าวกล้อง ลดจำนวนน้ำตาล ของหวานหรืออาหารแป้ง 
รวมไปเลือกใช้น้ำมันรำข้าว รวมทั้งน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันในการปรุงอาหาร
5. 
อย่านอนดึก
การนอนคือการพักผ่อนหย่อนใจที่ดีเยี่ยมที่สุด เพื่อร่างกายได้ปรับความสมดุล ให้ระบบต่างๆ
สามารถดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องใช้พลังงาน ก็จะไม่ทำให้รู้สึกหิวหรือกินเวลากลางดึก

อาหารที่ดีต่อร่างกายชายหนุ่ม

อาหารอะไรบ้างที่ผู้ชายอย่างเราควรกิน เพื่อบำรุงเส้นผม
มีผลดีต่อสุขภาพผิวซึ่งเรามีข้อมูลเรื่องนี้มาฝาก

1. ข้าวกล้อง สารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวในข้าวกล้องคือ ซีลีเนียม
และเนื่องจากในข้าวกล้อง มีปริมาณของซีลีเนียมสูง แร่ธาตุดังกล่าว
มีส่วนช่วยในการลดสิวในวัยผู้ใหญ่ เมื่อไปรวมเข้ากับวิตามินอี นอกจากนั้น
ยังช่วยลดรังแค และกระตุ้นให้ผมงอกออกมาเร็วยิ่งขึ้น ธาตุซีลีเนียมนี้
นอกจากจะมีในข้าวกล้องแล้ว ยังมีอยู่ในอาหารชนิดอื่นอีกเช่น ทูน่า กระเทียม ไข่
เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อไก่งวง

2. แครอท มีสารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวคือ วิตามินเอ เมื่อเราอายุมากขึ้น
ผิวหนังของเราจะได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่สมดุลย์ของอนุมูลอิสระ
เคมีต่าง ๆ จะก่อทำให้เซลผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย สูญเสียความยืดหยุ่น
และสารอาหารที่จะช่วยชลอการเกิดกระบวนการดังกล่าวนี้ก็คือวิตามินเอ
ซึ่งจะมาในรูปของเบต้า แคโรทีน
ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
นอกจากแครอทแล้ว ยังมีอาหารที่ให้คุณค่าเช่นเดียวกันคือ มันหวานและพริกหยวก

3. เนื้อวัว ให้โปรตีน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี ผิวสวย
ผมหนาเงางาม เพราะโปรตีน จะช่วยไม่ให้ผิวและผม แห้งเปราะ กระตุ้นให้ผมงอก
และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง นอกจากเนื้อวัวแล้ว ก็ยังมีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพอื่น ๆ
อีกเช่น ปลา เนื้อหมู และเนื้อแดงอื่น ๆ เช่น เนื้อแกะ ซึ่งมีซิงค์สูง
รวมไปถึงอาหารพวกโยเกิร์ต ซึ่งมีวิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเธนิค
ที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ป้องกันไม่ให้ผมร่วง

4. มะเขือเทศ มีวิตามินซี เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย
อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด
ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเขือเทศแล้ว
ยังมีอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันคือ พริกหยวก บร็อคโครี่ และ ผักโขม

5. แซลมอน สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผมและผิวมากก็คือ กรดไขมัน
ซึ่งเรียกว่าเป็นไขมันดี มีประโยชน์ต่อเซลผิวหนัง เพราะมีโอเมก้า 3
ช่วยทำให้เยื่อบุเซลผิวหนังมีความสมบูรณ์ ช่วยเก็บรักษาน้ำในผิว
และยังช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี แหล่งอาหารอื่น ที่มีกรดไขมันได้แก่
เมล็ดทานตะวัน และปลาฉนาก

6. กาแฟ มีคาเฟอีน มีส่วนช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง
สามารถนำมาใช้ทาในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นนุ่มลื่น
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยว่า การดื่มกาแฟวันละแก้ว
ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

7. ผักโขม มีวิตามินอี ช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติ
และยังช่วยลดการอักเสบ และการเกิดสิว ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ลดความเสียหายจากการถูกแสงแดดแผดเผา แหล่งอาหารอื่น
ที่ให้คุณค่าอาหารเช่นเดียวกัน ได้แก่ แอพพารากัส โอลิฟ ถั่ว และธัญพืช

8. น้ำ ช่วยล้างพิษในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่น ความหนา
ให้กับผิว ช่วยการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้ผิวไม่แห้ง
และน้ำยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย
แหล่งอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ ผักและผลไม้…

เอารองเท้าต้มช่วยฆ่าโรคดีกว่าการปั่น

ไม่ว่าจะซื้อรองเท้าผ้าใบมือสองจากตลาดนัด ช้อปปิ้งออนไลน์หรือแม้แต่เพื่อนซี้ยกให้
อย่าลืมทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคก่อนนำมาสวมใส่ด้วย รองเท้าผ้าใบมือสอง ที่ยอมตัดใจซื้อเพราะมันหายาก
หรือสำหรับบางคนแล้วอาจเป็นรองเท้าคู่แรกที่เก็บเงินซื้อเองใส่เองเลยก็ว่าได้ แต่การซื้อรองเท้าผ้าใบมือสอง
หรือสนีคเกอร์มือสองอันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล
บางครั้งบางคู่มันหายากจริง หรือแพงจนเกินไปเราก็ซื้อมาใส่เหมือนกัน
หรือบางทีมันมีเยอะเกินความจำเป็นก็ปล่อยขายเป็นของมือสอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนนำมาขายก็ต้องดูแลทำความสะอาดให้ลูกค้าก่อน
และคราวนี้เรามีทริควิธีทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบมือสอง มาฝากกัน …
อยากให้สะอาด ฆ่าเชื้อโรคต้องนำไปต้ม
ถึงกับต้องต้มเลยเหรอ แล้วมันจะไม่เปื่อย สีไม่ลอกออกหมดก่อนเหรอ
ก่อนอื่นก็ต้มน้ำร้อนให้เดือดก่อน แล้วนำรองเท้าผ้าใบมือสองที่ซื้อมาเช็ดทำความสะอาดภายนอกก่อน
แล้วเทน้ำร้อนที่ไม่เดือดจัดลงไปในกะละมัง นำรองเท้าผ้าใบลงไปแช่ทิ้งไว้สักพักประมาณ 10-15 นาที
หลังจากนั้นให้นำมาซักทำความสะอาดปกติ แล้วผึ่งแดด (ไม่ต้องจัดมาก)
เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูสภาพรองเท้าที่ซื้อมาก่อนว่า
วัสดุเป็นแบบไหน ถ้าเป็นแบบหนังก็ไม่สามารถนำมาแช่น้ำร้อนได้
ให้เปลี่ยนเป็นการเช็ดทำความสะอาด แล้วผึ่งลมแทน ไม่อยากต้ม เช็ดฆ่าเชื้อเอาก็ได้
กรณีนี้รองเท้าต้องมีสภาพที่ค่อนข้างใหม่ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดโดยรอบ
หรือตอนนี้เขามีน้ำยาทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบ สนีคเกอร์แล้ว
ตัวนั้นยิ่งดีใหญ่เช็ดทำความสะอาดได้ดีทีเดียว ส่วนด้านในรองเท้า
ถ้าสามารถนำแผ่นรองรองเท้ามาทำความสะอาดได้ด้วยก็ยิ่งดี หรือทางที่ดีซื้อเปลี่ยนใหม่ก็เข้าท่า
ในส่วนของการเช็ดด้านในรองเท้าให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ หรือที่เราใช้ก็คือ Dettol
ผสมน้ำตามสัดส่วนและใช้สำลีชุบเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว
หลังจากนั้นนำไปตากแดด ผึ่งลมในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อฆ่าเชื้อโรคอีกครั้ง…

เทคนิคการดูแลสายตา

ดวงตาคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต และเป้นอวัยวะที่เปราะบางมากที่สุด หากดวงตาไม่ดีหรือใช้งานไม่ได้แล้ว
การใช้ชีวิตประจำวันคงต้องเกิดปัญหาอย่างมาก วันนี้จึงมาแนะนำการถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพดี
1.กระพริบตาบ่อยขึ้น
อาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเกิดจากดวงตาเรากระพริบตาน้อยลง จนทำให้ตาเราแห้ง ขาดความชุ่มชื่น
อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยอัตโนมัติจาก 20 – 22 ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาที เพราะฉะนั้น
อย่าลืมกระพริบตาบ่อยๆ หรือใช้น้ำตาเทียมช่วยหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นได้
2.ประคบเบาๆ รอบดวงตา
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแตงกวาแช่เย็น วางไว้บนดวงตา ประคบเบาไปรอบดวงตา พร้อมหลับตาสัก 2- 3 นาที
ทำ 2 เวลา ก่อนพักเที่ยง หลังเลิกงาน จะช่วยให้ดวงตาเราสบายสดชื่นขึ้น
3.บริหารดวงตา
จ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆ
เลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่
แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน
4.ใส่คอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี
หากต้องใส่คอนแทคส์เลนส์ ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา รวมถึงหลีกเลี่ยงลม
หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า
5.ใช้กฏ 20-20-20
ใช้กฏ 20-20-20 คือ ทำงาน 20 นาที พักสายตามองไกลๆ ไป 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
ทำแบบนี่วนไปเป็นประจำ จะช่วยถนอมสายตาได้ดียิ่งขั้น
6.ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
การตรวจเช็กสุขภาพตาที่โรงพยาบาลประจำปี เพื่อวัดความดัน เช็กจอประสาทตาและความผิดปกติ เพราะโรคตา
บางทีอาจแสดงอาการไม่รุนแรง ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที
7.อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปในแต่ละวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า
และมีตาพร่าได้
อาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น
1.ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ
2.ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
3.ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์
4.ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
5.หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก
6.ธัญพืช
7.ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการรับประทานในสัดส่วนที่เหมาะสม
ในแต่ละสัปดาห์ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ห่างไกลจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งตัวโรคอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตา หรือมีปัญหาสายตาในอนาคต…

โรคยอดฮิตที่เป็นกันบ่อย

โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อยนั้นไม่ใช่เพียงแค่มะเร้งเต้านม หรือมะเร็งปากมดลูก แต่โรงอื่นๆก็ยังคร่าชีวิตของคุณผู้หญิงทั่วโลก
เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค บทความนี้จึงจะมาแนะนำให้รู้จักกับโรคร้ายต่างๆที่ผู้หญิงควรระวังไว้
1.โรคหัวใจ และหลอดเลือด
เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก และจากสถิติพบว่า
อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับผู้ชายที่ลดลง
ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงเข้ารับการตรวจสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย
และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงก็ให้ผลการตรวจได้ไม่ชัดเจน เท่ากับผู้ชาย
2.โรคหลอดเลือดสมอง คือโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1
โดยผู้หญิงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่ามะเร็งเต้านมถึง 2 เท่า
แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาการของโรคนี้ และไม่เชื่อว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกช่วงอายุ
สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น ประกอบไปด้วย 3 โรคหลัก ๆ คือ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก
และเส้นเลือดสมองอุดตัน โดยจะพบผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบมากที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
หากในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้น
หากใครมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
3.มะเร็งอวัยวะสีบพันธ์ นับ ได้ว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่เป็นภัยร้ายคร่าชีวิตผู้หญิงไทยไปอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ภัยดังกล่าวจะมีอัตราลดลงบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีความตื่นตัวและใส่ใจกับโรคทางนรีเวชมากขึ้น
แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเกิดได้หลายส่วน
มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุด มะเร็งรังไข่พบมากเป็นอันดับสอง
4.ภาวะสมองเสื่อม อีกหนึ่งโรคร้ายแรง ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัวคุณ โรคนี้สามารถที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
จากความสามารถในการทำงานของสมองของคุณถดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล
ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ เป็นอาการแสดงของหลายๆ โรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์
และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะขาดฮอร์โมนเพศในวัยหมดประจำเดือน
5.มะเร็งปอด โรคนี้ สามารถคร่าชีวิตของผู้หญิง โดยพบว่า มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งลำดับที่ 5
ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น
และผู้หญิงยังไวต่อสารการก่อให้เกิดมะเร็งมากกว่าผู้ชาย…

แก้ลักษณะของการปวดคอ ด้วยการบริหารร่างกาย

โรคออฟฟิศซินโดรม เป็นโรคที่เลี่ยงได้ยาก เนื่องจากส่วนมากแล้วบุคลากรกลุ่มนี้จะต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดวันแล้วก็อาจจะเป็นผลให้ท่าทางสำหรับในการนั่งทำได้ไม่เหมาะสม อาทิเช่น นั่งหลังค่อม ไขว่ห้าง ก้มตัว 
ทำให้มีความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ คอ บ่า ไหล่ กว่า 80% ล้วนมีลักษณะอาการปวดในรอบๆนี้รวมทั้งลุกลามไปปวดหัวรวมทั้งกระบอกตา
เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการสถานพยาบาลกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) บอกว่าผู้ที่มีลักษณะปวดแล้วมารักษา ก็ได้โอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ด้วยเหตุว่าไม่ได้แก้ที่ตัวการของลักษณะของการปวด ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีลักษณะปวดคอ 
สาเหตุมาจากศูนย์กลางกระดูกสันหลังคด บั้นท้ายบิด ไหล่โก่ง กระดูกสันหลังค่อม ความตึงรั้งของกล้ามเนื้อตึงรั้งโยงไปถึงข้างหลัง บั้นท้าย และก็ขา หากต้องการให้อาการหายและไม่กลับมาเป็นอีก คือ จะต้องรักษากระดูกค่อมแล้วก็คด คลายกล้ามด้านหน้าอก 
สร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเพื่อขยับเขยื้อนได้คล่องแคล่ว สร้างความแข็งแรงแล้วก็ความคงทนของกล้ามมัดลึกซึ่งเป็นกล้ามสำหรับเพื่อการดึงให้กระดูกสันหลังเริ่มต้น กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดแล้วก็เส้นประสาทสร้างกำลังกล้ามบั้นท้าย 
เพื่อปรับปรุงอาการบิดของเอว ให้สมดุล ทำให้ร่างกายกำเนิดความสมดุลแข็งแรง ยังส่งเสริมให้ได้ลักษณะท่าทางดีสำหรับท่านที่มีลักษณะอาการปวดคอ พวกเรามีท่าพื้นฐานสำหรับเพื่อการบริหารพื้นฐานเพื่อปรับแต่งลักษณะของการปวดคอด้วยตนเองง่ายๆดังต่อไปนี้
» 
ใช้มือขวาจับขอบเก้าอี้ แขนซ้ายยกขึ้นข้างบนดูหมิ่นเหยียดหยามตรง เอนตัวไปด้านขวา แล้วเอนตัวกลับมาท่าเริ่มให้ทำสลับกันอีกทั้ง ข้าง
» 
เวลานั่งดำเนินงานนาน ตัวจะห่อลงเรื่อยกระทั่งกล้ามลำตัวหดเกร็ง กำเนิดความตึงรั้งทำให้ปวดคอแล้ว ยังก่อกวนระบบหายใจด้วย เวลายืดกล้ามผูกลึกส่วนนี้ทำให้หายปวดคอแล้วก็หายใจเจริญขึ้น 
รวมทั้งขณะที่ทำควรจะ แขม่วท้องไว้บางส่วน หายใจเข้าทางจมูก เป่าลมออกทางปากเบายาวตลอดการทำค่ะ ทำใหม่ท่าละ 3-5 ครั้ง วันหนึ่งทำให้ได้อย่างน้อย รอบ
นอกเหนือจากนั้นยังต้องหาเวลาไปบริหารร่างกายด้วย เพื่อกล้ามแข็งแรงรวมทั้งผ่อนคลายไม่ให้เกิดความเคร่งเคลียดด้วย

5 วิธีลดโอกาสเสี่ยงสำหรับการกำเนิด “นิ่วในไต”

นิ่ว เป็นก้อนพื้นที่มีต้นเหตุจากการสั่งสมของแร่ธาตุ รวมทั้งสิ่งต่างๆตัวอย่างเช่น ออกซาเลต กรดยูริค และแคลเซียมจนถึงกลายเป็นก้อนแข็งอยู่ตามอวัยวะต่างๆตัวอย่างเช่น ไต 
โดยทั่วไปแล้วเพศชายชอบเป็นนิ่วในไตมากยิ่งกว่าเพศหญิง และก็มีโอกาสสูงมากที่จะกลับมาเป็นซ้ำ ด้วยเหตุผลดังกล่าววันนี้พวกเราก็เลยมี วิธีที่ช่วยลดจังหวะเสี่ยงในการกำเนิด นิ่วในไต” มาฝากกัน
1. 
กินน้ำให้พอเพียง จากการค้นคว้าวิจัยของหน่วยงานโรคไตแห่งชาติอเมริกัน เมื่อปี 2015 บอกว่า ผู้ที่เยี่ยวสูงถึง 2-2.5 ลิตรต่อวัน 
ได้โอกาสที่จะเป็นโรคนิ่วในไตมากยิ่งกว่าคนปัสสาวะน้อยกว่าโดยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
2. 
หลบหลีกการกินอาหารที่มีสารออกซาเลตสูง ของกินชนิด อัลมอนด์ ผักปวยเล้ง แล้วก็บีทรูท เป็นของกินซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณออกซาเลตภายในร่างกายพวกเราก็เลยไม่สมควรทาน 
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทานได้แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีจำนวนออกซาเลตปานกลางไปถึงต่ำแทน
3. 
กินน้ำมะนาวบ้าง มะนาวมีสารที่ชื่อว่า ซีตรัส” ซึ่งเป็นสารที่มีคุณประโยชน์สำหรับการยับยั้งไม่ให้มีการก่อตัวของนิ่วได้ ซึ่งงานศึกษาเรียนรู้วิจัยของ Eisner กล่าวว่า การกินน้ำมะนาวเข้มข้นละลายน้ำ ½ หรือมะนาว ลูก 
ทุกวันสามารถช่วยเพิ่มปริมาณซีพูดในปัสสาวะได้ ทำให้จังหวะในการเป็นนิ่วลดลง
4. 
รอบคอบการทานโซเดียม วันหนึ่งมนุษย์เราไม่สมควรบริโภคโซเดียมที่จำนวนเกิน 2,300 มก. เพราะว่าจะก่อให้ร่างกายกำเนิดอาการบวมน้ำ 
แถมยังเป็นเหตุให้เสี่ยงที่จะเป็นนิ่วในไตด้วย เนื่องมาจากปัสสาวะมีจำนวนแคลเซียมมากเกินไป
5. 
ลดจำนวนโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ลง การทานโปรตีนซึ่งได้มาจากเนื้อสัตว์ในจำนวนมากจะมีผลให้กรดยูริคภายในร่างกายมากขึ้น ทำให้เป็นโรคนิ่วในไตได้ 
หากคุณคิดว่าได้โอกาสที่จะเป็โรคนิ่วในไต พวกเราขอเสนอแนะให้ทานเนื้อสัตว์เพียงแค่จำนวน สำหรับไพ่