4 วิธีง่ายๆที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรง

กระบวนการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายตนเองให้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่มีโรคมีภัย ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นของคนภายในสังคมที่จะต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายตนเองอย่างดีเยี่ยม
แต่ว่าสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยชอบดูแลตนเองสักเท่าไหร่ ลองหันมาดูแลตนเองในตอนนี้ก็ยังไม่สายนะครับ วันนี้ผมจะมาบอกแนวทางที่จะทำให้ตนเองมีสุขภาพที่ดีกันนะครับ
1. 
การกินอาหารที่เหมาะสม ควรจะรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ มื้อ ต่อวัน อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญอย่างมาก 
อย่าลืมรับประทานอาหารมื้อเช้าเด็ดขาด มื้อเย็นผมแนะนำให้เลือกทานเป็นพวกผลไม้ แทนการกินข้าวด้วยเหตุว่าจะทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง 
แล้วก็ยังควบคุมน้ำหนักของพวกเราไปด้วย และไม่ควรจะทานอาหารยามดึกดื่นเนื่องจากการกินของกินช่วงดึกจะก่อให้คุณมีน้ำหนักที่มากขึ้น อีกด้วย 
รวมทั้งสิ่งจำเป็นของการกินอาหารควรจะทานอาหารให้ครบ หมู่ จะทำให้ร่างการของพวกเราแข็งแรง ยากต่อการเป็นโรคภัยไข้เจ็บ
2. 
การกินน้ำ ควรจะกินน้ำอย่างต่ำให้ได้ แก้วต่อวันหรือพอๆกับ ลิตรต่อวัน เนื่องจากว่าจะมีผลให้มีผิวพันธ์ที่ดีแล้วก็ยังมีผลให้ร่างกายไม่แห่ง 
แถมยังช่วยเผ่าผลาญ การไหลเวียนของเลือดอีกด้วย
3. 
การบริหารร่างกาย เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ควรจะบริหารร่างกายขั้นต่ำให้ครบ ครั้ง ต่ออาทิตย์ ขั้นต่ำให้ออกกำลังกาย 30 นาที ต่อวัน 
สิ่งตอบแทนที่จะได้รับจากการออกกำลังกายคือจะมีผลให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานร่างกายที่ดี ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แถมยังส่งผลให้รูปร่างดูดีรวมทั้งยังสร้างความหมั่นใจให้กับตนเองอีกด้วยครับผม
4. 
การนอนให้เพียงพอ การนอนหรือการพักผ่อนให้เพียงพอเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการรักษาสุขภาพเนื่องจากว่าการนอนนั้นเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต 
ยิ่งสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานช่วงเวลาค่ำคืนควรจะหาเวลาเข้านอนพัก ขั้นต่ำวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน จะก่อให้ร่างการของพวกเราไม่ทรุดโทรม หน้าตาแจ่มใสอีกด้วย

บวบ มิตรแท้สำหรับคนรักผิว

บวบ คาดกันว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียเนื่องจากพบต้นที่มีลักษณะเป็นพืชป่าในบริเวณภาคตะวันออกเฉีย
งเหนือของประเทศอินเดีย และมีเขตการกระจายพันธุ์รวมถึงนิยมบริโภคกันมากในประเทศเขตร้อน เช่น ไทย จีน
ฮ่องกง และ อินเดีย โดย บวบ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุเพียงปีเดียว
ชอบเลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้อื่นหรือทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ยอดอ่อนนุ่ม เถาหรือลำต้นเป็นเหลี่ยม
ตามข้อเถามีมือสำหรับใช้ยึดเกาะเป็นเส้นยาว บางทีแยกเป็นหลายแขนง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด
ซึ่งด้วยความที่ บวบ เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุสั้นทำให้พืชผักชนิดนี้ทนแล้ง ทนฝนได้ดี โรคและแมลงไม่มารบกวน
เราจึงมักพบเห็นพรรณไม้ชนิดนี้ขึ้นตามที่รกร้าง ตามริมห้วย หนอง คลอง บึง โดยไม่จำเป็นต้องดูแลประคบประหงม
อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ปัจจุบัน บวบ ไม่เป็นที่นิยมในการบริโภคมากเท่าไรนัก ทั้งที่ผลอ่อนมีเนื้อนุ่ม
ฉ่ำน้ำ และมีรสหวานใช้กินหรือใช้ประกอบอาหารได้หลายประเภท เช่น ต้ม แกง ผัด
หรือจิ้มกับน้ำพริกรับประทานนอกจากนี้ ใยผลของบวบสามารถนำมาใช้สระผมเพื่อช่วยรักษารังแคได้
หรือจะใช้ในการทำความสะอาดรถยนต์ เครื่องแก้ว เครื่องครัวไปจนถึงใช้ใส่ในหีบห่อเพื่อป้องกันการกระทบกระแทก
หรือใช้เป็นที่บุรองภายในหมวกเหล็กก็ยังได้เท่านั้นยังมีประโยชน์ไม่มากพอ เมื่อ บวบ
ถือเป็นพืชผักที่มีสรรพคุณทางยามากมาย โดยเฉพาะสาวๆที่รักผิว เพราะบวบที่แก่จัดจะมีเส้นใยจำนวนมาก
หลายคนจึงนิยมนำใยบวบหรือรังบวบมาใช้ขัดผิวระหว่างอาบน้ำขณะเดียวกันการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ใยบวบ
เป็นแหล่งของสารไคทิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการสมานแผลและแม้การศึกษาดังกล่าวจะแสดงถึงแนวโน้มที่ดีทางการรักษาผิว
หนังด้วยบวบ แต่เป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม
อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าสารอนุมูลอิสระเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคมะเร็ง
หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ซึ่ง บวบ ช่วยต้านอนุมุลอิสระได้ เพราะมีกรดพีคูมาริก, สารกลุ่มไดออสเมติน, สารกลุ่มเอพิเจนิน,
สารกลุ่มลูทีโอลินซึ่งล้วนเป็นสารที่มีประโยชน์และช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเซลล์ในร่างกาย
โดยการเลือกซื้อ บวบ มาทำอาหารให้อร่อยและไม่ขมนั้นให้ดูที่ขั้วผล ผลที่ดีจะต้องสดเป็นสีเขียว ผลต้องมีลักษณะยาวตรง
ผลไม่หักงอ ผลเป็นสีเขียวเข้ม และเหลี่ยมของผลต้องเป็นสันคมเลือกได้แบบนี้ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
ส่วนการต้ม บวบ ให้มีรสหวานก็ไม่ต้องปอกเปลือกออกทั้งลูก
เพียงแต่ให้ปาดเฉพาะสันที่เป็นเหลี่ยมออกเท่านั้นแล้วนำไปประกอบอาหารได้เลย
เพราะนอกจากจะได้รสชาติที่หวานแล้วเปลือกของบวบที่เหลืออยู่ก็ยังช่วยลดการสูญเสียของสารอาหาร
สำคัญที่เสียไปกับการต้มลงได้ด้วย…

อยากจะไปวิ่งมาราธอนควรมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรดีให้ถูกต้อง

การวิ่งมาราธอนเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในยุคปัจจุบันมีหลายรายการจัดแข่งขันกัน โดยบางคนก็วิ่งเพื่อเน้นชัยชนะ
บางคนก็วิ่งเพื่อเน้นสุขภาพ แต่เราจะมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรดีให้มันถูกต้องก่อนที่จะออกไปวิ่งกัน
เริ่มต้นอย่างแรกเลยที่การเตรียมตัวสมัครแข่งขันควรติดตามข่าวสารให้ดีว่าการวิ่งมาราธอนรายการนั้นๆ
เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเมื่อไหร่ ให้สมัครแข่งขันไปตั้งแต่เนิ่นๆหรือถ้ามีเปิดสมัครเอาไว้ล่วงหน้าก็อย่าได้รอช้า
เพราะจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกันในช่วงใกล้ๆ อีเวนท์หากว่าสถานที่จัดแข่งมาราธอนอยู่ไกลบ้าน ควรไปพักที่บริเวณนั้นก่อนแข่ง 1 วัน
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยล้าเรื่องการเดินทางก่อนวิ่งให้ร่างกายของเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนที่จะต้องออกไปใช้กำลังอย่างหนัก
เช่นเดียวกับคืนก่อนแข่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ซึ่งการแข่งขันส่วนใหญ่ก็จะเริ่มต้นออกสตาร์ทกันตั้งแต่เช้ามืดดังนั้นก็ให้เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เมื่อตื่นมาร่างกายจะได้สดชื่น
พร้อมใช้กำลังอย่างเต็มที่
ในวันแข่งขันให้ไปถึงสถานที่ก่อนเวลาออกสตาร์ทสักครึ่งชั่วโมงเพื่อที่จะได้วอร์มอัพอบอุ่นร่างกาย เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้เรียบร้อย
ใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนเหงื่อออกเยอะ สามารถหาผ้าคาดศีรษะคาดไปด้วยก็ได้เพื่อที่เหงื่อจะได้ไม่ไหลเข้าตาหรือใบหน้าให้เรารู้สึกรำคาญ
จนอาจส่งผลต่อการวิ่งได้ในช่วงออกสตาร์ท ช่วงแรกอย่าเพิ่งรีบเร่ง ให้ค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วช้าๆ
จากนั้นเมื่อผ่านจุดให้น้ำในจุดแรกหรือว่าจุดที่ 2 ก็ค่อยเพิ่มความเร็ว
โดยในช่วงก่อนเข้าสู่จุดให้น้ำสักประมาณ 10 เมตร ให้เราผ่อนความเร็วลง
เพื่อที่จะให้ร่างกายได้พัก ได้วอร์มดาวน์ ก่อนที่จะดื่มน้ำ ซึ่งการดื่มก็ควรดื่มแค่สัก 2-3 อึกเท่านั้น เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่จุกในการวิ่งต่อไป
หากว่าน้ำเหลือก็นำมาล้างหน้าหรือราดตัว เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายก็ได้ใครก็ตามที่วิ่งแล้วเกิดอาการจุกขึ้นมาก็อย่าได้ฝืนร่างกายตัวเอง
ให้ปรับความเร็วเป็นระดับเดียวกับการเดินแทนและถ้าผ่านไปสักพักแล้วยังไม่รู้สึกว่าดีขึ้นก็ให้แจ้งทีมพยาบาลประจำการแข่งขัน
ทันที ถ้าฝืนจนเกินขีดจำกัดของร่างกายในตอนนั้นอาจจะมีผลเสียตามมามหาศาลก็ได้
ในช่วงก่อนเข้าเส้นชัย หากว่าเราอยากเข้าเร็วขึ้นก็สามารถปรับความเร็วได้
แต่อย่าลืมว่าเมื่อเข้าสู่เส้นชัยแล้ว เราควรจะต้องวอร์มดาวน์ด้วยไม่ใช่ว่าหยุดวิ่งเอาดื้อๆ ไม่อย่างนั้นร่างกายอาจจะปรับสภาพไม่ทัน
นี่แหละคือการเตรียมตัววิ่งมาราธอนสำหรับใครก็ตามที่ยังไม่เคยไปหวังว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะพอเป็นประโยชน์ได้บ้างก่อนที่จะออกไปลุยกัน…

วิธีง่ายๆ บำรุงเล็บให้ยาวเร็ว

เล็บ ถือเป็นอีกส่วนสำคัญของผู้หญิงที่เรียกเสน่ห์และดึงดูดความสนใจได้ไม่น้อย
ใครที่มือเรียวสวยแถมยังมีเล็บยาวเรียว ก็ยิ่งสะดุดตาได้ง่าย
เพราะเล็บยาวจะมีส่วนทำให้มือดูเรียวขึ้นด้วยนั่นเอง สำหรับใครที่มีปัญหาเล็บยาวช้า
อยากบำรุงเล็บให้ยาวเร็ว เรามีคำแนะนำมาฝากกัน
1. หมั่นขยับนิ้วมืออยู่เสมอ
การขยับนิ้วบ่อยๆ ถือเป็นการออกกำลังกายนิ้ว ซึ่งจะทำให้เล็บยาวขึ้นเร็วกว่าปกติได้
หากลองสังเกต สาวๆ ที่ทำงานด้านการพิมพ์เอกสาร มักจะมีเล็บที่ยาวเร็วกว่าคนอื่น
เป็นพิเศษ เพราะนิ้วได้รับการบริหารอยู่บ่อยๆ นั่นเอง
2. บำรุงดูแลเล็บเป็นประจำ
หมั่นเติมอาหารเล็บอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากล้างมือเสร็จแล้วควรชโลมด้วยโลชั่นบำรุงผิวหรือแฮนด์ครีมเพื่อเติมความชุ่มชื้น
ให้เล็บและนิ้วมือ เมื่อเราหมั่นบำรุงดูแลเป็นประจำ
สุขภาพเล็บก็จะแข็งแรงและทำให้เล็บยาวเร็วขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติแน่นอน
แถมยังทำให้เล็บสวยสดใส และอมชมพูมีสุขภาพดีอีกด้วย
3. ทาเล็บ
การทาสีเล็บ นอกจากจะทำให้เล็บของคุณมีสีสวยสดใส น่าจับตามองมากขึ้นแล้ว
ยังช่วยลดการฉีกเปราะง่ายของเล็บ โดยเฉพาะสาวที่มีปัญหาเล็บเปราะบาง
เพราะการทาเล็บจะทำให้เล็บหนาขึ้นและลดการแตกหักได้อย่างน้อยลงนั่นเอง
4. กินอาหารเสริม
นอกจากอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงผิวแล้ว ในปัจจุบันยังมีอาหารเสริมบำรุงเล็บอีกด้วย
โดยควรเน้นกินอาหารเสริมที่มีไบโอติน วิตามินบี 2 หรือสังกะสี
เพราะมีคุณสมบัติช่วยบำรุงเล็บและเส้นผมให้แข็งแรง
แถมยังกระตุ้นให้เล็บยาวเร็วขึ้นอีกด้วย
5. กินอาหารเน้นโปรตีน
เลือกกินอาหารที่มีโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ แต่จะต้องเลือกแบบไร้ไขมัน นอกจากนี้
ยังหากินได้จากนม ผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ ถั่วหลากหลายชนิด และถั่วเหลือง เป็นต้น
พร้อมกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
เพราะโปรตีนและสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพเหล่านี้ล้วนมีบทบาทบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง
และช่วยให้เล็บยาวเร็วขึ้นอีกด้วย
6. นวดเล็บด้วยน้ำมันจากธรรมชาติ
การนวดเล็บ ถือเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณเล็บและปลายนิ้ว
ซึ่งช่วยให้สารอาหารที่เรากิน เข้าไปหล่อเลี้ยงบำรุงเล็บให้ยาวขึ้น
โดยควรเลือกใช้น้ำมันสกัดจากธรรมชาติ เช่น
น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวมาหมั่นนวดที่เล็บและจมูกเล็บเป็นประจำ
วิธีนี้จะช่วยให้เล็บได้รับความชุ่มชื้น ทำให้เล็บแข็งแรง สวยสดใสมีสุขภาพดี
และทำให้เล็บได้รับการบำรุงจนยาวเร็วขึ้นด้วย
หรือสำหรับใครที่มีผิวมือแห้งกร้านอยู่แล้ว อาจทาน้ำมันแล้วนวดไปทั้งมือก็ได้
ถือเป็นการบำรุงมือให้อ่อนเยาว์และนุ่มน่าสัมผัสด้วยไปในตัว…

การเลือกซื้อครีมกันแดด

เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นสามารถทำร้ายผิวหนังของเราได้
อาจกระตุ้นให้เกิดฝ้า ผิวเหี่ยว รวมถึงการเกิดมะเร็งของผิวหนังด้วยได้
เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นมีในแดด แสงไฟในออฟฟิศ
ไฟฟลูออเรสเซนท์ตามบ้าน และแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย
ดังนั้นครีมกันแดดเป็นสิง่ที่จำเป็นในการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ในชีวิตประจำวันของสาว ๆ เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกครีมกันแดดควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. ครีมกันแดดที่ดีควรมีทั้งสารที่ช่วยป้องกันรังสี UVA และรังสี UVB เช่น สาร
anthranilates ซึ่งพบได้บ่อยในครีมกันแดดทั่วไป
2. ถ้าทำงานในร่มเป็นหลัก หรือทำงานในออฟฟิศ
ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 (หรือประมาณ SPF 8-12) และมีค่า PA++ระบุไว้ที่ผลิตภัณฑ์ด้วย
แต่หากต้องทำงานออกแดดให้เลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-20 และมีค่า
PA+++ สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ปั่นจักรยาน ควรเลือกเป็น SPF 20-30,เล่นกีฬาทางทะเล เลือก SPF 50
แต่หากต้องออกแดดกลางแจ้งเป็นเวลานานและมีแดดแรงมาก
ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไป
3. การเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นนัก
เพียงแต่ขอให้ครีมกันแดดนั้นมีประสิทธิภาพจริงตามที่ระบุไว้ในฉลากก็พอ
แต่อย่าลืมว่าจากการตรวจสอบครีมกันแดดบางยี่ห้อกลับพบว่ามีคุณสมบัติใน
การป้องกันด้อยกว่าในฉลากที่ระบุไว้
4. เครื่องสำอางป้องกันแสงแดดควรเป็นชนิดทนน้ำหรือทนเหงื่อ
และควรทาก่อนออกอย่างน้อย 30 นาที
เพื่อให้ครีมกันแดดซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น
หากทาแล้วออกไปรับแดดทันทีหรือออกไปแล้วจึงค่อยทาจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
5. ถ้าจะลงเล่นน้ำควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่กันน้ำได้และทาซ้ำบ่อย ๆ อย่าง
Water resistant จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 40 นาที และ Waterproof
จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 80 นาที เพราะฉะนั้นต้องทาซ้ำทุก ๆ 40-80นาทีตามแต่ชนิด
6. ควรเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว หากสภาพผิวมัน
การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มันหรือมีค่า SPF สูง ๆ ก็อาจทำให้เกิดสิวอุดตันได้
ดังนั้นการเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าผิวแห้งมากก็ควรหลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
หรือถ้าเป็นคนผิวแพ้ง่าย ก็ยิ่งต้องเลือกมากเป็นพิเศษ
7. ควรทดสอบการแพ้ครีมกันแดดก่อนใช้เสมอ
ด้วยการนำครีมกันแดดมาทาใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาที
แล้วสังเกตว่ามีอาการบวมแดงหรือไม่
(แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นกว่าจะปรากฏอาการแพ้
ดังนั้นจึงต้องรอดูอาการถึง 1-3 วัน เพื่อความแน่ใจ)
ถ้ามีอาการดังกล่าวแสดงว่าเราแพ้สารเคมีจากครีมกันแดดชนิดนั้น ๆ
ควรสังเกตวันหมดอายุของครีมกันแดดด้วย
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีกำหนดอายุประมาณ 2-3 ปี นับจากวันที่ผลิต
และไม่ควรเก็บครีมกันแดดไว้ในที่ร้อน ๆ…

3 วิธีดูแลตัวเองง่ายๆให้สวยเปล่งปลั่งทุกวัน

การดูแลตัวเองกับผู้หญิง แน่นอนว่าต้องเป็นของคู่กัน เพราะไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็ต้องอยากให้ตัวเองดูสวย
อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ผู้หญิงหากก้าวเข้าสู่วัยเอจแล้วย่อมเกิดปัญหาริ้วรอยมาให้กังวลใจ แล้วสาวๆ
อย่างเราจะนิ่งนอนใจกันอยู่ได้อย่างไรจริงไหมคะ วันนี้เรามีวิธีดูแลตัวเองง่ายๆ มาฝากคุณผู้หญิงไม่ว่าจะรุ่นเล็ก
รุ่นใหญ่ หรือวัยไหนก็สามารถทำตามได้ รับรองว่าคุณจะสะกดคำว่า “แก่” ไม่เป็นกันเลยทีเดียว
รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
“อาหาร” กับ “สุขภาพ” เป็นของคู่กัน ไม่ว่าใครก็อยากจะมีสุขภาพที่ดีกันทั้งนั้น
การดูแลตัวเองจึงเริ่มต้นจากการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงควรเริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบหลัก5หมู่
ที่ถือเป็นการดูแลตัวเองจากภายใน
ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขภาพอีกทั้งยังเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราสามารถทำได้ จึงควรรับประทานผัก ผลไม้
ที่ให้เกลือแร่และวิตามิน รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
หลีกเลี่ยงอาหารจะพวกไขมันที่สีปริมาณคลอเรสเตอรอลสูงๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีแล้ว
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เมื่อทานอาหารที่ดีแล้วสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการดูแลตัวเองจากภายในด้วยเช่นกัน
ยิ่งในสมัยนี้เป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย
การออกกำลังกายมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความชอบและสภาพร่างกายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา
หรือแม้แต่การเล่นฟิตเนต แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ ถือเป็นวิธีที่ช่วยดูแลตัวเองให้อ่อนเยาว์อยู่เสมอ
ถ้าเราหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน
พักผ่อนให้เพียงพอ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนอนยังเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ของการดูแลตนเอง
เพราะปัจจุบันเราจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าเวลานอน
จนลืมไปว่าสิ่งที่ดีและทำง่ายที่สุดคือการนอนหลับพักผ่อนร่างกาย อย่างน้อยเราควรจะนอนวันละ 8-12 ชั่วโมงต่อวัน
หรือการพักสายตาจากสิ่งที่ทำอยู่ก็ถือว่าเป็นการนอนในระยะเวลาสั้นๆ
ซึ่งคุณก็สามารถดูแลตัวเองจากภายในได้ ทั้งนี้การนอนจะส่งผลให้ใบหน้า และร่างกายของคุณดูสดชื่น
พร้อมที่จะลุยงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในวันของคุณได้อย่างสบาย…

นวัตกรรมการทำเลเซอร์

เลเซอร์ผิวหนัง คือ กระบวนการรักษาผิวอย่างหนึ่งที่ช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น
ด้วยการยิงแสงเลเซอร์เข้าตรงบริเวณที่เกิดความผิดปกติของผิว เพื่อทำการฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้สวยสุขภาพดี
ซึ่งครอบคลุมผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาหรือบริเวณหน้าผาก ฝ้า กระ จุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
หรือไม่เรียบเนียน ผิวไหม้จากแสงแดด รวมถึงปัญหาหลุมสิว หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว
ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีการทำเลเซอร์ได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก
เพราะนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาผิวที่เกิดขึ้นได้แล้ว
ยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ได้อีกด้วย
การเลเซอร์ทำเพื่อความสวยงาม
-Trios ใช้รักษากระตื้น และรอยดำ โดยการทำลายเม็ดสี ที่เข้มผิดปกติ ให้หลุดลอกออก
-ริ้วรอยเล็กๆ และริ้วรอยรอบปาก Trios จะกระตุ้นให้ผิวชั้นกลาง สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ริ้วรอยเล็กๆ
ก็จะลดลง
-รอยแดง เส้นเลือดแดงฝอยเล็กๆ และฝ้าเส้นเลือด Trios จะทำลายเส้นเลือดฝอยเล็ก และทำให้เส้นเลือดหดเล็กลง
-รูขุมขนที่กว้าง จะกระชับเล็กลง
-ปรับสภาพสีผิว ให้สม่ำเสมอ ลดความหมองคล้ำ ผิวขาวใสขึ้น
การปฏิบัติตัวหลังทำเลเซอร์
1. หลีกเลี่ยงการปะทะแสงแดดแรง ผิวหลังทำเลเซอร์จะมีความไวต่อแดดค่อนข้างมาก
เพราะแสงแดดคือตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ ทั้งรูขุมขนกว้าง เกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ
และทำให้ผิวเหี่ยวในที่สุด ดังนั้นควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ
แต่ควรเลี่ยงการปะทะแสงแดดแรง
2. ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด และเลือกใช้ครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว ล้าง
หน้าให้สะอาดทั้งเช้าและก่อนนอน สำหรับคนผิวแห้ง
หลังจากการทำเลเซอร์ควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์มากๆ บำรุงติดต่อกันสัก 1-2 สัปดาห์
เพราะเลเซอร์จะทำให้โครงสร้างผิวแห้งขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนผิวมันก็เลือกครีมบำรุงตามสภาพผิวปกติ
3. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพผิว การรับประทานอาหารให้ครบถ้วน
เพื่อให้ร่างกายได้นำไปใช้ในการซ่อมแซมและปกป้องดูแลผิวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
4. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เมื่อผิวต้องการความชุ่ม ชื้นเป็นพิเศษ
การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีแล้ว
ยังช่วยทำให้การเลเซอร์เห็นผลได้ดีอีกด้วย
5. ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำหลังการทำเลเซอร์ อย่างไร ก็ตาม
นอกจากการปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว ในบางกรณีการรักษาอาจจะมีข้อควรระวังเป็นพิเศษ
ดังนั้นควรปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ข้อเสียของการทำเลเซอร์
1. ผิวหน้าไวต่อแดด แพ้ง่าย เป็นแผลง่าย เนื่องจากเลเซอร์ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวชั้นบน
ผิวหนังจึงอักเสบง่ายและเกิดรอยแผล
2. ผิวหน้าระคายเคืองต่อเครื่องสำอางง่าย ผิวอ่อนแอ สครับผิวหรือนวดหน้าไม่ได้
3. ผิวหน้าแห้ง เป็นขุยง่าย ความร้อนจากการทำเลเซอร์ จะทำให้มีอาการผิวแห้ง ลอกเป็นขุยหลังทำ
4. ผิวหน้าเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำได้ง่ายขึ้น หากดูแลไม่ถูกวิธี ไม่หลบแดด ทายาไม่ครบ
จะทำให้เกิดจุดด่างดำได้ง่ายขึ้น
5. ต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากแพทย์เท่านั้น ไม่ สามารถใช้เครื่องสำอางปกติที่เรามีได้ ผลิตภัณฑ์จากแพทย์มีราคาสูง
ถ้าหมดก็ต้องกลับไปซื้อมาเพิ่ม ไม่สามารถใช้ครีมทั่วไปตามท้องตลาดได้อีก
6. ค่าใช้จ่ายสูง การทำเลเซอร์แต่ละครั้งมีราคาตั้งแต่หลักพันขึ้นไป
7. หยุดทำหน้าคล้ำเหมือนเดิม เลเซอร์ไม่ได้ให้ผลถาวรตลอดไป เมื่อหยุดทำผิวก็จะกลับมาเกิดปัญหาเช่นเดิม
8. รู้สึกเจ็บขณะทำ ความ ร้อนที่ถูกส่งผ่านลงไปยังผิิว ทำให้รู้สึกเจ็บ ถึงแม้เลเซอร์บางชนิดจะมีการเป่าลมเย็น
แต่ก็ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่ดี…

นั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกล ออฟฟิศ ซินโดรม

ออฟฟิศ ซินโดรมถือเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตของของคนที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์หรือใช้ tablet,
สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ซึ่งกลุ่มอาการนี้มักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่
โดยเฉพาะคนที่ชอบทำงานโดยนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
โดยไม่ค่อยได้ขยับร่างกายไปไหน ซึ่งหากปล่อยให้อาการนี้เป็นต่อไปเรื่อยๆ
อาจถึงขั้นรุนแรงจนเรื้อรัง ก็จะรักษาหายยาก จนรักษาด้วยยาไม่ได้
และอาจถึงขั้นผ่าตัดได้ วันนี้เราจึงนำวิธีป้องกันโรคนี้มาฝากทุกท่านได้นำไปใช้กัน
เนื่องจากใน 1 วัน เรามักอยู่ในท่านั่งเป็นส่วนใหญ่ การเริ่มต้นดูแลตัวเองเพื่อป้องกัน
ออฟฟิศซินโดรม จึงต้องมาเริ่มจากการนั่งให้ถูกต้อง เพราะท่านั่งที่ดี
รวมไปถึงการจัดของใช้ต่างๆ ให้หยิบจับได้สะดวก โดยอยู่ในท่าทางที่เหมาะสม
ก็จะทำให้ป้องกันอาการโรคนี้ได้ ซึ่งท่านั่งที่ถูกต้องนั้นทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
1. จอคอมพิวเตอร์ ต้องจัดให้อยู่ระดับเดียวกับสายตา โดยห่างจากตา 12-18 นิ้ว(ถ้าจอแบน)
2. รักษาระดับของหัวไหล่ โดยไม่ยกไหล่ขณะพิมพ์งาน พร้อมปรับพนักพิมพ์ 100-110องศา
3. จัดท่าให้ศอกตั้งฉากกับลำตัว โดยให้คีย์บอร์ดอยู่ระดับเดียวกับเมาส์ไม่วางไว้ต่ำกว่านั้น เช่น ในลิ้นชัก
4. ขาต้องตั้งฉากกับสะโพก โดยดูระดับความสูงของเก้าอี้ให้พอดี
5. มีที่วางพักเท้า เพื่อไม่ให้เท้าลอยขึ้นมาเวลานั่งทำงานนานๆ
สิ่งสำคัญคือ เวลาทำงานติดต่อกันไม่ควรให้เกิน 1-2 ชั่วโมง
และควรลุกเปลี่ยนท่าทางบ้าง อย่างน้อย 5-10 นาที
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ คนจำนวนมาก นิยมใช้คอมพิวเตอร์ notebook กันมาก
ซึ่งการใช้งาน notebook ก็ต้องอาศัยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอาการ ออฟฟิศซินโดรม ด้วยเช่นกัน
ในส่วนของขั้นตอนการปฏิบัติขณะนั่งทำงาน สำหรับผู้ที่ทำงานกับพวกโน๊ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คนั้น ให้จัดวางและทำท่านั่งตามขั้นตอนดังนี้
1. วางโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้นจากขอบโต๊ะ โดยให้จออยู่ระดับสายตา
2. หาเมาส์ และแป้นพิมพ์มาต่อเพิ่ม และพยายามปรับทุกอย่างให้มุมมอง
ท่าทางคล้ายกับการทำงานกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
3. ควรหาหมอนนุ่มๆ มาวางพักข้อมือ เมื่อทำงานติดต่อกันนานๆ
4. ไม่นอนเล่นโน๊ตบุ๊ค เพราะจะทำให้สายตาเสียได้
5. ไม่เล่นขณะที่แสงไฟไม่เพียงพอ หรือห้องมืดเกินไป
6. หากเล่นนานเกิน 1 ชั่วโมง ให้พักสายตาและข้อมืออยู่เสมอ
หากปฏิบัติตามขั้นตอนท่านั่งที่ถูกต้องแล้ว น่าจะทำให้อาการปวดหลัง ปวดตา
และนิ้วล็อกหายไป และห่างไกลจากอาการ ออฟฟิศ ซินโดรม
ในส่วนของวิธีป้องกันอื่นๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหานิ้วล็อค ปวดตา ยังคงมีอีก
แล้วเราจะนำมาให้คุณได้ติดตามกันในโอกาสต่อไป…

อาหารช่วยลดสิว

สิวเป็นปัญหาด้านผิวหนังเบื้องต้นที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้คนทุกเพศทุกวัย
โดยเป็นปัญหาที่สามารถรักษาได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีสมดุลและรักษาวิถีชีวิตที่สมดุลและมีสุขภาพดี
โดยคำแนะนำจากนักศัลยกรรมด้านความงามเกี่ยวกับการจัดการสิว มีดังนี้

ข้าวกล้อง
เป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินบี โปรตีน แมกนีเซียม
และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด สำหรับปัญหาผิวหนังอย่างสิว
วิตามินบีจะทำหน้าที่เป็นนักต่อสู้กับความเครียดของผิวหนังของเรา
ซึ่งวิตามินบีนี่แหละที่จะช่วยควบคุมระดับของฮอร์โมนและป้องกันไม่ให้เกิดสิวได้

กระเทียม
เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ช่วยต่อสู้กับอาการอักเสบ
เพราะในกระเทียมมีสารเคมีที่เรียกว่า Allicin
ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณ
ที่สำคัญกระเทียมได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยลดการอักเสบจากสิวได้

บรอกโคลี
เป็นอาหารล้างพิษที่สมบูรณ์แบบ
เพราะบรอกโคลีมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี
วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค และสารต้านอนุมูลอิสระอีกเป็นจำนวนมาก
ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้สามารถเพิ่มความสว่างใสให้กับผิวของคุณได้

เนื้อปลา
เป็นที่รู้จักกันดีว่าเนื้อปลาเป็นปลาแหล่งที่ดีของกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6
ซึ่งกรดเหล่านี้มีความสามารถในการช่วยลดการอักเสบในผิวหนัง

ถั่ว
ถั่วส่วนใหญ่มีซีลีเนียม วิตามินเอ ทองแดง แมกนีเซียม แมงกานีส โพแทสเซียม
แคลเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวที่มีสุขภาพดี

ชาเขียว
การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า ชาเขียวนั้นช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น
นอกจากการดื่มแล้ว
การใช้ถุงชาเขียวหรือถุงผ้าจุ่มลงในชาเขียวแล้วนำมาประคบที่บริเวณที่เป็นสิวประมาณ 10-15 นาทีจะทำให้รอยแดงหรือการอักเสบลดลงได้

องุ่นแดง
ผลและเมล็ดขององุ่นมีสารเคมีตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสภาพผิวอักเสบ
เช่นโรคสะเก็ดเงินและโรคเรื้อนกวาง
นอกจากนี้องุ่นยังสามารถช่วยควบคุมผลข้างเคียงของปฏิกิริยาภูมิแพ้บนผิวหนัง

ต้นอ่อนอัลฟัลฟ่า
อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าในการทำความสะอาดและล้างพิษบนผิวหนัง
นอกจากนี้ในต้นอ่อนอัลฟัลฟ่ายังมีเอนไซม์ที่มีชีวิตที่ช่วยต่อสู้กับการอักเสบได้อีกด้วย

อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอและแคโรทีนอยด์
อาหารจำพวกนี้ ได้แก่ น้ำแครอท แครอทสด ผักโขม ผักคะน้า แคนตาลูป ซุปผัก
มะม่วง มะละกอ ข้าวโอ๊ตบด ถั่วแช่แข็ง และน้ำมะเขือเทศ
รวมถึงลูกพีชสดและพริกหวาน ก็จะช่วยลดเรื่องสิวได้เช่นกัน…

สุขภาพวิธีการอยู่ห่างจากกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน ถือว่าเป็นอาการเจ็บป่วยที่มาแรงในยุคนี้ กับวิถีชีวิตของคนเมือง ที่ต้องทำอะไรอย่างเร่งรีบทำงานทั้งวัน
กว่าจะได้ทานข้าวเย็นก็มืดค่ำ และพอถึงเวลาก็ต้องนอนเลยโดยที่อาหารที่ทานเข้าไปตั้งแต่ตอนเย็นยังไม่ย่อยดี
หลายคนอาจเข้าใจแค่เพียงว่า โรคกรดไหลย้อนจะมีแค่อาการปวด จุก แน่นท้อง เรอเปรี้ยว และแสบหน้าอกเท่านั้น
แท้ที่จริงแล้วกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหาร
และถ้ามีมากพอก็อาจจะไหลย้อนขึ้นไปที่กล่องเสียง คอหอย และช่องทางเดินของหูได้ ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่กล่องเสียง
ผู้ป่วยก็อาจมีอาการเสียงแหบเรื้อรังทุกเช้า แต่พอสาย ๆ ก็จะหายไปเอง…ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่คอหอย
ผู้ป่วยก็อาจรู้สึกว่ามีก้อนอะไรจุกอยู่ในคอ มักจะไอหรือกระแอมเป็นประจำ ไม่มีไข้
ไม่มีเสมหะ…ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปที่ช่องทางเดินของหู ผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการหูอื้อเป็นประจำ ทั้ง ๆ
ที่ให้หมอตรวจแล้วว่าหูปกติดี เป็นต้น ก็อย่างที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นว่า
ความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อนนี้เกิดจากการกินอาหารซะส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารรสเผ็ดมาก ๆ
หรือรสเปรี้ยวมาก ๆ หรือการกินอาหารประเภททอดที่มีไขมันสูง การดื่มเครื่องดื่มประเภทชูกำลัง น้ำอัดลม กาแฟ เป็นต้น
สำหรับอาการ กรดไหลย้อนทำให้เกิดอาการพะอืดพะอม รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก จุก เสียด แน่น เรอ มักเป็นหลังจาก
หลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ อาหารจะผ่านการย่อยทางปากก่อน และผ่านหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร
ช่วงที่ปลายหลอดอาหารกล้ามเนื้อหูรูด ปิดทางไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นไปยังหลอดอาหารอีก
โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดทำงานผิดปกติ หย่อนตัว
และเปิดทางให้กรดในกระเพาะไหลกลับไปยังหลอดอาหารจนมีอาหารขย้อนไปยังลำคอ ช้าๆ
ถ้าไม่ได้รับการรักษาและปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลในหลอดอาหาร มีเลือดออก
หลอดอาหารตีบ จนกลืนอาหารลำบาก และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
สำหรับวิธีที่จะหนีจากโรคนี้คือ หลีกเลี่ยงการนอนราบหลังรับประทานอาหารทันที รวมไปถึงการออกกำลังกาย
การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ
อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟูด เนย นม
หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม
เป็นต้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา
ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น…