10 ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง

1.ขนุน

ผลไม้กลิ่นแรงที่มีประโยชน์เกินคาด โดยนอกจากขนุนจะมีวิตามินอีสูงแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินบีรวม สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี และแร่ธาตุชนิดอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวพรรณและมีส่วนช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและริ้วรอยอีกด้วย

2.มะขามเทศ

มะขามเทศเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และในมะขามเทศเองก็มีวิตามินอีอยู่ไม่น้อย ดังนั้นทั้งวิตามินซีและวิตามินอีในมะขามเทศจึงผนึกกำลังกันต้านอนุมูลอิสระ บำรุงร่างกาย ปกป้องความเสื่อมของเซลล์ผิว ลดโอกาสเกิดภาวะอุดตันของเส้นเลือด และยังช่วยในการขับถ่ายเพราะมะขามเทศมีไฟเบอร์มากอีกด้วยมะม่วง

3.มะม่วง

เป็นผลไม้ที่มีให้กินเกือบทุกฤดูเลยก็ว่าได้ และประโยชน์ของมะม่วงที่น่าสนใจมาก ๆ คือเป็นผลไม้ที่มีวิตามินอีอยู่ด้วย โดยเฉพาะมะม่วงเขียวเสวยดิบ มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก และมะม่วงยายกล่ำสุก

4.มะเขือเทศราชินี

กินมะเขือเทศแล้วผิวจะสวย ข้อมูลนี้เรารู้กันมานาน นั่นก็เพราะมะเขือเทศมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณ รวมทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะในมะเขือเทศราชินีลูกจิ๋ว ๆ สรรพคุณไม่เล็กน้อยเลยนะจะบอกให้

5.แก้วมังกรเนื้อชมพู

แก้วมังกรเนื้อสีชมพูออกม่วงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชนิดแอนโทไซยานิน มีวิตามินซี วิตามินอี ค่อนข้างสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมน้ำตาลในเลือด ช่วยลดน้ำหนัก แก้ท้องผูก บำรุงผิวพรรณ และช่วยขับสารพิษในร่างกายก็ได้ด้วย

6.สตรอว์เบอร์รี

ผลไม้สีแดงสดรสชาติอร่อยอย่างสตรอว์เบอร์รีไม่ได้มีดีแค่ที่เรา ๆ ทราบกัน เพราะนอกจากสตรอว์เบอร์รีจะมีวิตามินซีสูงแล้ว ในสตรอว์เบอร์รียังมีวิตามินอีค่อนข้างมาก มีส่วนสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และช่วยบำรุงหัวใจ

7.กล้วยไข่

ในบรรดากล้วยทุกชนิด กล้วยไข่เป็นกล้วยที่มีวิตามินอีอยู่มากที่สุด และข้อดีของกล้วยไข่คือกินง่าย รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เฉพาะตัว ที่สำคัญกล้วยยังมีเพคตินช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและระบบขับถ่าย แถมยังช่วยบำรุงผิวพรรณได้ด้วยนะ

8.ทับทิม

วิตามินอีหาได้จากทับทิมด้วยเหมือนกันค่ะ โดยนอกจากวิตามินอีแล้ว ในเมล็ดทับทิมยังมีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกเพียบ !

9.อะโวคาโด

วิตามินอีละลายได้ดีในไขมัน และอะโวคาโดก็เป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันชนิดดีอยู่ถึง 70% ดังนั้นเมื่อเรากินอะโวคาโดเข้าไป ร่างกายก็จะได้รับวิตามินอีที่ถูกไขมันละลายแบบพร้อมใช้ประโยชน์แล้วเรียบร้อย กลายเป็นความอร่อยที่ทุกคนคู่ควร

10.กีวี

วิตามินอีพบได้ในกีวีด้วยเช่นกัน ทั้งในกีวียังมีสารพฤกษเคมีอีกหลายชนิดที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และยังมีวิตามินซีช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอีกด้วย

 

 …

อาหารที่ดีต่อร่างกายชายหนุ่ม

อาหารอะไรบ้างที่ผู้ชายอย่างเราควรกิน เพื่อบำรุงเส้นผม
มีผลดีต่อสุขภาพผิวซึ่งเรามีข้อมูลเรื่องนี้มาฝาก

1. ข้าวกล้อง สารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวในข้าวกล้องคือ ซีลีเนียม
และเนื่องจากในข้าวกล้อง มีปริมาณของซีลีเนียมสูง แร่ธาตุดังกล่าว
มีส่วนช่วยในการลดสิวในวัยผู้ใหญ่ เมื่อไปรวมเข้ากับวิตามินอี นอกจากนั้น
ยังช่วยลดรังแค และกระตุ้นให้ผมงอกออกมาเร็วยิ่งขึ้น ธาตุซีลีเนียมนี้
นอกจากจะมีในข้าวกล้องแล้ว ยังมีอยู่ในอาหารชนิดอื่นอีกเช่น ทูน่า กระเทียม ไข่
เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อไก่งวง

2. แครอท มีสารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวคือ วิตามินเอ เมื่อเราอายุมากขึ้น
ผิวหนังของเราจะได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่สมดุลย์ของอนุมูลอิสระ
เคมีต่าง ๆ จะก่อทำให้เซลผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย สูญเสียความยืดหยุ่น
และสารอาหารที่จะช่วยชลอการเกิดกระบวนการดังกล่าวนี้ก็คือวิตามินเอ
ซึ่งจะมาในรูปของเบต้า แคโรทีน
ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
นอกจากแครอทแล้ว ยังมีอาหารที่ให้คุณค่าเช่นเดียวกันคือ มันหวานและพริกหยวก

3. เนื้อวัว ให้โปรตีน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี ผิวสวย
ผมหนาเงางาม เพราะโปรตีน จะช่วยไม่ให้ผิวและผม แห้งเปราะ กระตุ้นให้ผมงอก
และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง นอกจากเนื้อวัวแล้ว ก็ยังมีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพอื่น ๆ
อีกเช่น ปลา เนื้อหมู และเนื้อแดงอื่น ๆ เช่น เนื้อแกะ ซึ่งมีซิงค์สูง
รวมไปถึงอาหารพวกโยเกิร์ต ซึ่งมีวิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเธนิค
ที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ป้องกันไม่ให้ผมร่วง

4. มะเขือเทศ มีวิตามินซี เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย
อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด
ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเขือเทศแล้ว
ยังมีอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันคือ พริกหยวก บร็อคโครี่ และ ผักโขม

5. แซลมอน สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผมและผิวมากก็คือ กรดไขมัน
ซึ่งเรียกว่าเป็นไขมันดี มีประโยชน์ต่อเซลผิวหนัง เพราะมีโอเมก้า 3
ช่วยทำให้เยื่อบุเซลผิวหนังมีความสมบูรณ์ ช่วยเก็บรักษาน้ำในผิว
และยังช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี แหล่งอาหารอื่น ที่มีกรดไขมันได้แก่
เมล็ดทานตะวัน และปลาฉนาก

6. กาแฟ มีคาเฟอีน มีส่วนช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง
สามารถนำมาใช้ทาในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นนุ่มลื่น
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยว่า การดื่มกาแฟวันละแก้ว
ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

7. ผักโขม มีวิตามินอี ช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติ
และยังช่วยลดการอักเสบ และการเกิดสิว ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ลดความเสียหายจากการถูกแสงแดดแผดเผา แหล่งอาหารอื่น
ที่ให้คุณค่าอาหารเช่นเดียวกัน ได้แก่ แอพพารากัส โอลิฟ ถั่ว และธัญพืช

8. น้ำ ช่วยล้างพิษในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่น ความหนา
ให้กับผิว ช่วยการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้ผิวไม่แห้ง
และน้ำยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย
แหล่งอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ ผักและผลไม้…

เอารองเท้าต้มช่วยฆ่าโรคดีกว่าการปั่น

ไม่ว่าจะซื้อรองเท้าผ้าใบมือสองจากตลาดนัด ช้อปปิ้งออนไลน์หรือแม้แต่เพื่อนซี้ยกให้
อย่าลืมทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคก่อนนำมาสวมใส่ด้วย รองเท้าผ้าใบมือสอง ที่ยอมตัดใจซื้อเพราะมันหายาก
หรือสำหรับบางคนแล้วอาจเป็นรองเท้าคู่แรกที่เก็บเงินซื้อเองใส่เองเลยก็ว่าได้ แต่การซื้อรองเท้าผ้าใบมือสอง
หรือสนีคเกอร์มือสองอันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล
บางครั้งบางคู่มันหายากจริง หรือแพงจนเกินไปเราก็ซื้อมาใส่เหมือนกัน
หรือบางทีมันมีเยอะเกินความจำเป็นก็ปล่อยขายเป็นของมือสอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนนำมาขายก็ต้องดูแลทำความสะอาดให้ลูกค้าก่อน
และคราวนี้เรามีทริควิธีทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบมือสอง มาฝากกัน …
อยากให้สะอาด ฆ่าเชื้อโรคต้องนำไปต้ม
ถึงกับต้องต้มเลยเหรอ แล้วมันจะไม่เปื่อย สีไม่ลอกออกหมดก่อนเหรอ
ก่อนอื่นก็ต้มน้ำร้อนให้เดือดก่อน แล้วนำรองเท้าผ้าใบมือสองที่ซื้อมาเช็ดทำความสะอาดภายนอกก่อน
แล้วเทน้ำร้อนที่ไม่เดือดจัดลงไปในกะละมัง นำรองเท้าผ้าใบลงไปแช่ทิ้งไว้สักพักประมาณ 10-15 นาที
หลังจากนั้นให้นำมาซักทำความสะอาดปกติ แล้วผึ่งแดด (ไม่ต้องจัดมาก)
เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูสภาพรองเท้าที่ซื้อมาก่อนว่า
วัสดุเป็นแบบไหน ถ้าเป็นแบบหนังก็ไม่สามารถนำมาแช่น้ำร้อนได้
ให้เปลี่ยนเป็นการเช็ดทำความสะอาด แล้วผึ่งลมแทน ไม่อยากต้ม เช็ดฆ่าเชื้อเอาก็ได้
กรณีนี้รองเท้าต้องมีสภาพที่ค่อนข้างใหม่ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดโดยรอบ
หรือตอนนี้เขามีน้ำยาทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบ สนีคเกอร์แล้ว
ตัวนั้นยิ่งดีใหญ่เช็ดทำความสะอาดได้ดีทีเดียว ส่วนด้านในรองเท้า
ถ้าสามารถนำแผ่นรองรองเท้ามาทำความสะอาดได้ด้วยก็ยิ่งดี หรือทางที่ดีซื้อเปลี่ยนใหม่ก็เข้าท่า
ในส่วนของการเช็ดด้านในรองเท้าให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ หรือที่เราใช้ก็คือ Dettol
ผสมน้ำตามสัดส่วนและใช้สำลีชุบเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว
หลังจากนั้นนำไปตากแดด ผึ่งลมในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อฆ่าเชื้อโรคอีกครั้ง…

เทคนิคการดูแลสายตา

ดวงตาคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต และเป้นอวัยวะที่เปราะบางมากที่สุด หากดวงตาไม่ดีหรือใช้งานไม่ได้แล้ว
การใช้ชีวิตประจำวันคงต้องเกิดปัญหาอย่างมาก วันนี้จึงมาแนะนำการถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพดี
1.กระพริบตาบ่อยขึ้น
อาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเกิดจากดวงตาเรากระพริบตาน้อยลง จนทำให้ตาเราแห้ง ขาดความชุ่มชื่น
อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยอัตโนมัติจาก 20 – 22 ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาที เพราะฉะนั้น
อย่าลืมกระพริบตาบ่อยๆ หรือใช้น้ำตาเทียมช่วยหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นได้
2.ประคบเบาๆ รอบดวงตา
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแตงกวาแช่เย็น วางไว้บนดวงตา ประคบเบาไปรอบดวงตา พร้อมหลับตาสัก 2- 3 นาที
ทำ 2 เวลา ก่อนพักเที่ยง หลังเลิกงาน จะช่วยให้ดวงตาเราสบายสดชื่นขึ้น
3.บริหารดวงตา
จ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆ
เลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่
แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน
4.ใส่คอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี
หากต้องใส่คอนแทคส์เลนส์ ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา รวมถึงหลีกเลี่ยงลม
หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า
5.ใช้กฏ 20-20-20
ใช้กฏ 20-20-20 คือ ทำงาน 20 นาที พักสายตามองไกลๆ ไป 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
ทำแบบนี่วนไปเป็นประจำ จะช่วยถนอมสายตาได้ดียิ่งขั้น
6.ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
การตรวจเช็กสุขภาพตาที่โรงพยาบาลประจำปี เพื่อวัดความดัน เช็กจอประสาทตาและความผิดปกติ เพราะโรคตา
บางทีอาจแสดงอาการไม่รุนแรง ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที
7.อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปในแต่ละวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า
และมีตาพร่าได้
อาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น
1.ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ
2.ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
3.ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์
4.ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
5.หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก
6.ธัญพืช
7.ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการรับประทานในสัดส่วนที่เหมาะสม
ในแต่ละสัปดาห์ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ห่างไกลจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งตัวโรคอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตา หรือมีปัญหาสายตาในอนาคต…

กินเจนอกจากได้บุญยังได้สุขภาพที่ดีด้วย

ในตอนนี้เข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ ที่มีประจำทุกปี
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีน ก็กินได้
เพราะถือเป็นการลดละเนื้อสัตว์สักครั้งใน 1 ปี
ที่สำคัญคนสมัยนี้ใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น
ทำให้การกินเจที่มีหลักสำคัญคือการละเว้นเนื้อสัตว์ได้รับความนิยมขึ้น
ทุกปี จนกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ของคนรักสุขภาพไปซะแล้ว
วันนี้เรามีโยชน์ของการกินเจมาฝากกัน ไม่ใช่แค่ได้บุญอย่างเดียวนะ
ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเราด้วย
1.ล้างสารพิษในร่างกาย
การรับประทานผักและผลไม้ นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว
ยังเป็นกากใยชั้นเลิศที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารของเร
าทำงานได้ดี เมื่อกินเข้าไปมาก ๆ
ก็จะช่วยขับของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเราออกมา
ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่เป็นปัญหาเรื้อรังสั่งสมมานานของใครหลา
ยคนที่ชอบกินเนื้อ
2.ดูแลผิวพรรณดีขึ้น
ใครจะเชื่อว่าการกินเจก็ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้นได้
แต่นี่เป็นความจริงอย่างมิต้องคลางแคลงใจเลย เพราะวิตามิน แร่ธาตุ
สารต้านอนุมูลอิสระและสารพัดสารพฤกษเคมีในผัก ผลไม้ต่าง ๆ
ยิ่งกินมากก็ยิ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง สดใส
ไม่หย่อนคล้อยก่อนวัยอีกด้วย
นอกจากนี้แล้วการกินเจยังสามารถช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก
อีกด้วย
แต่ทั้งนี้ต้องเลือกและพิจารณากับประเภทของอาหารที่เราทานเข้าไปให้
เหมาะสมด้วย
3.พักอวัยวะต่างๆในร่างกาย
อาหารเจส่วนใหญ่จะเน้นพืชผักเป็นหลัก
ผสมกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
และโปรตีนจากถั่วซึ่งย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์และไขมันมาก

จึงทำให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนัก ๆ
มาตลอดทั้งปี ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี
ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย
4.ลดความเสี่ยงหลายโรค
การกินเจนั้นช่วยในการลดความเสี่ยงให้ก่อเกิดโรคต่างๆมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสมอง
ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ริดสีดวงทวาร โรคเกาต์ ฯลฯ ต้องชิดซ้าย
ถ้าเรากินอาหารเจเป็นประจำ เพราะอาหารเจจำพวกผัก
ผลไม้มีเส้นใยอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดคอเลสเตอรอล
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ต่างจากอาหารจำพวกเนื้อแดงและไขมันที่เต็มไปด้วยไขมันที่ไม่ดีและค
อเลสเตอรอลตัวร้ายที่คุกคามสุขภาพของเรา
5.ร่างกายแข็งแรงขึ้น
ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ
ได้สูงกว่าคนปกติธรรมดาสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
ในบรรดาผู้ที่กินอาหารเจ
อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฏโด
ยเฉพาะโรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ
ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต
ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าส์ โรคเบาหวานฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย
ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร…

โรคยอดฮิตที่เป็นกันบ่อย

โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อยนั้นไม่ใช่เพียงแค่มะเร้งเต้านม หรือมะเร็งปากมดลูก แต่โรงอื่นๆก็ยังคร่าชีวิตของคุณผู้หญิงทั่วโลก
เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค บทความนี้จึงจะมาแนะนำให้รู้จักกับโรคร้ายต่างๆที่ผู้หญิงควรระวังไว้
1.โรคหัวใจ และหลอดเลือด
เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก และจากสถิติพบว่า
อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับผู้ชายที่ลดลง
ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงเข้ารับการตรวจสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย
และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงก็ให้ผลการตรวจได้ไม่ชัดเจน เท่ากับผู้ชาย
2.โรคหลอดเลือดสมอง คือโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1
โดยผู้หญิงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่ามะเร็งเต้านมถึง 2 เท่า
แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาการของโรคนี้ และไม่เชื่อว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกช่วงอายุ
สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น ประกอบไปด้วย 3 โรคหลัก ๆ คือ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก
และเส้นเลือดสมองอุดตัน โดยจะพบผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบมากที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
หากในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้น
หากใครมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
3.มะเร็งอวัยวะสีบพันธ์ นับ ได้ว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่เป็นภัยร้ายคร่าชีวิตผู้หญิงไทยไปอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ภัยดังกล่าวจะมีอัตราลดลงบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีความตื่นตัวและใส่ใจกับโรคทางนรีเวชมากขึ้น
แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเกิดได้หลายส่วน
มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุด มะเร็งรังไข่พบมากเป็นอันดับสอง
4.ภาวะสมองเสื่อม อีกหนึ่งโรคร้ายแรง ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัวคุณ โรคนี้สามารถที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
จากความสามารถในการทำงานของสมองของคุณถดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล
ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ เป็นอาการแสดงของหลายๆ โรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์
และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะขาดฮอร์โมนเพศในวัยหมดประจำเดือน
5.มะเร็งปอด โรคนี้ สามารถคร่าชีวิตของผู้หญิง โดยพบว่า มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งลำดับที่ 5
ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น
และผู้หญิงยังไวต่อสารการก่อให้เกิดมะเร็งมากกว่าผู้ชาย…

แก้ลักษณะของการปวดคอ ด้วยการบริหารร่างกาย

โรคออฟฟิศซินโดรม เป็นโรคที่เลี่ยงได้ยาก เนื่องจากส่วนมากแล้วบุคลากรกลุ่มนี้จะต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดวันแล้วก็อาจจะเป็นผลให้ท่าทางสำหรับในการนั่งทำได้ไม่เหมาะสม อาทิเช่น นั่งหลังค่อม ไขว่ห้าง ก้มตัว 
ทำให้มีความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ คอ บ่า ไหล่ กว่า 80% ล้วนมีลักษณะอาการปวดในรอบๆนี้รวมทั้งลุกลามไปปวดหัวรวมทั้งกระบอกตา
เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการสถานพยาบาลกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) บอกว่าผู้ที่มีลักษณะปวดแล้วมารักษา ก็ได้โอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ด้วยเหตุว่าไม่ได้แก้ที่ตัวการของลักษณะของการปวด ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีลักษณะปวดคอ 
สาเหตุมาจากศูนย์กลางกระดูกสันหลังคด บั้นท้ายบิด ไหล่โก่ง กระดูกสันหลังค่อม ความตึงรั้งของกล้ามเนื้อตึงรั้งโยงไปถึงข้างหลัง บั้นท้าย และก็ขา หากต้องการให้อาการหายและไม่กลับมาเป็นอีก คือ จะต้องรักษากระดูกค่อมแล้วก็คด คลายกล้ามด้านหน้าอก 
สร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเพื่อขยับเขยื้อนได้คล่องแคล่ว สร้างความแข็งแรงแล้วก็ความคงทนของกล้ามมัดลึกซึ่งเป็นกล้ามสำหรับเพื่อการดึงให้กระดูกสันหลังเริ่มต้น กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดแล้วก็เส้นประสาทสร้างกำลังกล้ามบั้นท้าย 
เพื่อปรับปรุงอาการบิดของเอว ให้สมดุล ทำให้ร่างกายกำเนิดความสมดุลแข็งแรง ยังส่งเสริมให้ได้ลักษณะท่าทางดีสำหรับท่านที่มีลักษณะอาการปวดคอ พวกเรามีท่าพื้นฐานสำหรับเพื่อการบริหารพื้นฐานเพื่อปรับแต่งลักษณะของการปวดคอด้วยตนเองง่ายๆดังต่อไปนี้
» 
ใช้มือขวาจับขอบเก้าอี้ แขนซ้ายยกขึ้นข้างบนดูหมิ่นเหยียดหยามตรง เอนตัวไปด้านขวา แล้วเอนตัวกลับมาท่าเริ่มให้ทำสลับกันอีกทั้ง ข้าง
» 
เวลานั่งดำเนินงานนาน ตัวจะห่อลงเรื่อยกระทั่งกล้ามลำตัวหดเกร็ง กำเนิดความตึงรั้งทำให้ปวดคอแล้ว ยังก่อกวนระบบหายใจด้วย เวลายืดกล้ามผูกลึกส่วนนี้ทำให้หายปวดคอแล้วก็หายใจเจริญขึ้น 
รวมทั้งขณะที่ทำควรจะ แขม่วท้องไว้บางส่วน หายใจเข้าทางจมูก เป่าลมออกทางปากเบายาวตลอดการทำค่ะ ทำใหม่ท่าละ 3-5 ครั้ง วันหนึ่งทำให้ได้อย่างน้อย รอบ
นอกเหนือจากนั้นยังต้องหาเวลาไปบริหารร่างกายด้วย เพื่อกล้ามแข็งแรงรวมทั้งผ่อนคลายไม่ให้เกิดความเคร่งเคลียดด้วย

5 วิธีลดโอกาสเสี่ยงสำหรับการกำเนิด “นิ่วในไต”

นิ่ว เป็นก้อนพื้นที่มีต้นเหตุจากการสั่งสมของแร่ธาตุ รวมทั้งสิ่งต่างๆตัวอย่างเช่น ออกซาเลต กรดยูริค และแคลเซียมจนถึงกลายเป็นก้อนแข็งอยู่ตามอวัยวะต่างๆตัวอย่างเช่น ไต 
โดยทั่วไปแล้วเพศชายชอบเป็นนิ่วในไตมากยิ่งกว่าเพศหญิง และก็มีโอกาสสูงมากที่จะกลับมาเป็นซ้ำ ด้วยเหตุผลดังกล่าววันนี้พวกเราก็เลยมี วิธีที่ช่วยลดจังหวะเสี่ยงในการกำเนิด นิ่วในไต” มาฝากกัน
1. 
กินน้ำให้พอเพียง จากการค้นคว้าวิจัยของหน่วยงานโรคไตแห่งชาติอเมริกัน เมื่อปี 2015 บอกว่า ผู้ที่เยี่ยวสูงถึง 2-2.5 ลิตรต่อวัน 
ได้โอกาสที่จะเป็นโรคนิ่วในไตมากยิ่งกว่าคนปัสสาวะน้อยกว่าโดยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
2. 
หลบหลีกการกินอาหารที่มีสารออกซาเลตสูง ของกินชนิด อัลมอนด์ ผักปวยเล้ง แล้วก็บีทรูท เป็นของกินซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณออกซาเลตภายในร่างกายพวกเราก็เลยไม่สมควรทาน 
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทานได้แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีจำนวนออกซาเลตปานกลางไปถึงต่ำแทน
3. 
กินน้ำมะนาวบ้าง มะนาวมีสารที่ชื่อว่า ซีตรัส” ซึ่งเป็นสารที่มีคุณประโยชน์สำหรับการยับยั้งไม่ให้มีการก่อตัวของนิ่วได้ ซึ่งงานศึกษาเรียนรู้วิจัยของ Eisner กล่าวว่า การกินน้ำมะนาวเข้มข้นละลายน้ำ ½ หรือมะนาว ลูก 
ทุกวันสามารถช่วยเพิ่มปริมาณซีพูดในปัสสาวะได้ ทำให้จังหวะในการเป็นนิ่วลดลง
4. 
รอบคอบการทานโซเดียม วันหนึ่งมนุษย์เราไม่สมควรบริโภคโซเดียมที่จำนวนเกิน 2,300 มก. เพราะว่าจะก่อให้ร่างกายกำเนิดอาการบวมน้ำ 
แถมยังเป็นเหตุให้เสี่ยงที่จะเป็นนิ่วในไตด้วย เนื่องมาจากปัสสาวะมีจำนวนแคลเซียมมากเกินไป
5. 
ลดจำนวนโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ลง การทานโปรตีนซึ่งได้มาจากเนื้อสัตว์ในจำนวนมากจะมีผลให้กรดยูริคภายในร่างกายมากขึ้น ทำให้เป็นโรคนิ่วในไตได้ 
หากคุณคิดว่าได้โอกาสที่จะเป็โรคนิ่วในไต พวกเราขอเสนอแนะให้ทานเนื้อสัตว์เพียงแค่จำนวน สำหรับไพ่

4 วิธีง่ายๆที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรง

กระบวนการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายตนเองให้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่มีโรคมีภัย ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นของคนภายในสังคมที่จะต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายตนเองอย่างดีเยี่ยม
แต่ว่าสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยชอบดูแลตนเองสักเท่าไหร่ ลองหันมาดูแลตนเองในตอนนี้ก็ยังไม่สายนะครับ วันนี้ผมจะมาบอกแนวทางที่จะทำให้ตนเองมีสุขภาพที่ดีกันนะครับ
1. 
การกินอาหารที่เหมาะสม ควรจะรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ มื้อ ต่อวัน อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญอย่างมาก 
อย่าลืมรับประทานอาหารมื้อเช้าเด็ดขาด มื้อเย็นผมแนะนำให้เลือกทานเป็นพวกผลไม้ แทนการกินข้าวด้วยเหตุว่าจะทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง 
แล้วก็ยังควบคุมน้ำหนักของพวกเราไปด้วย และไม่ควรจะทานอาหารยามดึกดื่นเนื่องจากการกินของกินช่วงดึกจะก่อให้คุณมีน้ำหนักที่มากขึ้น อีกด้วย 
รวมทั้งสิ่งจำเป็นของการกินอาหารควรจะทานอาหารให้ครบ หมู่ จะทำให้ร่างการของพวกเราแข็งแรง ยากต่อการเป็นโรคภัยไข้เจ็บ
2. 
การกินน้ำ ควรจะกินน้ำอย่างต่ำให้ได้ แก้วต่อวันหรือพอๆกับ ลิตรต่อวัน เนื่องจากว่าจะมีผลให้มีผิวพันธ์ที่ดีแล้วก็ยังมีผลให้ร่างกายไม่แห่ง 
แถมยังช่วยเผ่าผลาญ การไหลเวียนของเลือดอีกด้วย
3. 
การบริหารร่างกาย เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ควรจะบริหารร่างกายขั้นต่ำให้ครบ ครั้ง ต่ออาทิตย์ ขั้นต่ำให้ออกกำลังกาย 30 นาที ต่อวัน 
สิ่งตอบแทนที่จะได้รับจากการออกกำลังกายคือจะมีผลให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานร่างกายที่ดี ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แถมยังส่งผลให้รูปร่างดูดีรวมทั้งยังสร้างความหมั่นใจให้กับตนเองอีกด้วยครับผม
4. 
การนอนให้เพียงพอ การนอนหรือการพักผ่อนให้เพียงพอเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการรักษาสุขภาพเนื่องจากว่าการนอนนั้นเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต 
ยิ่งสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานช่วงเวลาค่ำคืนควรจะหาเวลาเข้านอนพัก ขั้นต่ำวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน จะก่อให้ร่างการของพวกเราไม่ทรุดโทรม หน้าตาแจ่มใสอีกด้วย

หลากหลายวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

ทราบกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าการนอนหลับพักผ่อนคือวิธีที่ดีในการรักษาสุขภา
พ แต่สำหรับบางคนเวลานอนอาจจะไม่ค่อยโอเคสักเท่าไหร่นัก
ถ้าอย่างนั้นลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกัน

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้ใครหลายคนพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรก็คืออาการนอนไม่หลับ
นี่คือสิ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานไม่ใช่น้อยเลย
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถใดๆ
เลย และก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาช่วยด้วย
และนี่ก็คือหลากหลายวิธีที่อยากให้ลองนำไปปรับใช้กัน
เผื่อที่จะช่วยให้หลับได้ง่ายมากขึ้น

ก่อนอื่นเลยก็คือต้องกำหนดเวลาตื่นนอนให้เป็นเวลาแน่นอน
อย่างเช่นถ้าปกติในวันทำงานตื่นนอนตอน 6 โมงเช้า
ก็ควรที่จะตื่นในเวลานี้สำหรับวันหยุดพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์
หรือว่าวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ถ้าหากว่าอยากพักผ่อนต่ออีกนิด
ก็ขอให้เป็นเวลาตื่นที่ใกล้เคียง ไม่ใช่ว่าหลับชดเชยไปจนถึงเที่ยง
เพราะมันจะทำให้ร่างกายจดจำแล้วพาลจะนอนไม่หลับเอาได้ในเวลากลางคืน

ช่วงระหว่างวันนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะนอนงีบแบบยาวๆ
เพราะว่ามันจะทำให้เราไม่ง่วงในเวลากลางคืนซึ่งควรจะต้องนอนหลับแบบสนิทจริ
งๆ ถ้าหากว่างีบสัก 10-15 นาทีก็คงไม่เป็นอะไร
แต่ถ้านานกว่านั้นรับรองได้เลยว่าพฤติกรรมการนอนหลับของเราจะรวนแน่ๆ

การดื่มนมอุ่นๆ หรือว่าไปอาบน้ำอุ่นๆ
ให้ร่างกายได้ผ่อนคลายก่อนที่จะเข้านอนก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน
มันจะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายมากขึ้น
ขณะที่บรรยากาศในห้องนอนก็มีผลเช่นกัน
เมื่ออาบน้ำอุ่นมาแล้วเจอกับห้องนอนเย็นๆ
ซุกผ้าห่มก่อนนอนมันเป็นอะไรที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายสุดๆ
นี่แหละเป็นวิธีที่จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายมากขึ้น

นอกจากนี้แล้วบรรยากาศอื่นๆ ภายในห้อง
อย่างเช่นเสียงรบกวนก็ควรจัดการให้ดี เพราะถ้าหากว่าห้องนอนเงียบ
มันก็จะทำให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับใครก็ตามที่ยังมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ หรือว่านอนหลับยาก
ถ้าเป็นไปได้ก็ลองงดเครื่องดื่มที่มีสารนิโคตินอย่างเช่นชาหรือกาแฟดูสักระยะ
เพราะว่ามันมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท อาจส่งผลให้เรานอนไม่หลับ
แต่ถ้าเกิดว่าอยากจะดื่มจริงๆ ก็ให้ดื่มไม่เกินช่วงบ่ายๆ
เพราะจะได้เผื่อเวลาให้ร่างกายของเราขับสารเหล่านี้ออกไปให้หมด
ก่อนที่จะถึงเวลาเข้านอนนั่นเอง

นี่แหละคือหลากหลายวิธีที่หากว่าลองนำไปปรับใช้ก็จะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่าย
ขึ้น ใครที่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่ควรจะศึกษากันเอาไว้…