สุขภาพ.ความงาม.การเสริมสร้างกระดูกให้เเข็งเเรงควรทำอย่างไร

ร่างกายของคนเรานั้นเปลี่ยนเเปลงไปตามเวลายิ่งอายุเยอะร่างกายก็จะช้าลงไป
เเละส่วนต่างๆของร่างกายก็ต้องดูเเลเป็นพิเศษเพราะอาจจะเกิดการเสริม
ทรุดลงไปบ้างอย่างเช่นกระดูกที่ต้องเจอเเน่ๆสำหรับคนที่สูงวัย
เราต้องดูเเลให้ดีเพื่อให้กระดูกของเรามีสุขภาพเเข็งเเรงอยู่เสมอ
สำหรับการดูเเลกระดูกของเราให้เเข็งเเรงนั้นต้องทำเเต่เนิ่นๆ
ซึ่งอย่างเเรกให้เเนะนำในเรื่องของการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายนั้นจะช่วยให้กระดูกของเราได้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
เเละหากออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้ช่วยเรื่องของกระดูกของเราให้
เเข็งเเกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง หรือการเล่นโยคะ
หรือว่าเล่นกีฬาจะสามารถช่วยให้กระดูกของเราเเข็งเเรงได้ทั้งนั้น
เเละหากคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยจะทำให้กระดูกของท่านไม่ได้รับการทำงาน อาจจะทำให้เสื่อมลงไปได้ง่ายอย่างมาก
ดังนั้นเราควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อที่จะรักษากระดูกของเราให้มีความเเข็งเเรงอยู่เสมอ
อาจจะวิ่งตอนเย็นหรือออกกำลังกายก่อนที่จะรับประทานข้าวเย็นก็ได้ดีกว่าไม่ได้ออกกำลังกายเลย
สิ่งที่จะทำให้เสริมสร้างกระดูกให้เเข็งเเรงเรื่องต่อมาคือการรับประทารอาหารเสริม หรือว่านมบำรุงกระดูก
ถือว่าจะช่วยในเรื่องของกระดูกของเราได้มากเลยทีเดียวการรับประทาน
อาหารเสริม หรือ นมนั้นจะทำให้เป็นการเสริมสร้างกระดูกของเราได้ดี
เเต่การรับประทานอาหารเสริมเราควรต้องไปปรึกษาแพทย์ก่อนว่าตัวยาชนิดไหน ที่จะสามารถรับประทานได้ให้เข้ากับร่างกายของเรา
เเต่หากเป็นนมนั้นเราสามารถรับประทานได้เลยเเละขอให้รับประทานเป็นประจำจะช่วยให้กระดูกของเราเเข็งเเรง
สามารถยกของหนักได้อย่างเเน่นอน
การบำรุงกระดูกถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญของคนเราเป็นอย่างมาก
เเละสิ่งต่อมาที่จะสามารถรักษากระดูกของเราให้เเข็งเเรงคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบห้าหมู่ จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่เเข็งเเรง
ไม่มีโรคไม่มีภัยมาสู่ตัวเองเเละยังช่วยให้กระดูกของเรามีความเเข็งเเรงอีกด้วย
เเละที่สำคัญควรลดในเรื่องของการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเพราะจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมเเล้วจะทำให้
สุขภาพเสียเเละอาจจะส่งผลเสียไปถึงเรื่องกระดูกของเราอีกด้วยหากดื่มมากๆก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างเเน่นอน
เรื่องสุดท้ายของการรักษากระดูกของเราคือการไม่ยกของหนักบ่อยเกินไป
ให้ระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษเราควรที่จะไม่ใช้ร่างกายเราไม่ยกของที่หนักมากเกิดไปเพราะจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราอย่างเเน่นอน
หากเราต้องยกของหนักเเบบว่าหนักเกินร่างกายของเรา
เราต้องหาคนมาช่วยเเละไม่ควรที่จะฝืนยกคนเดียวเเละหากเป็นอาชีพก็ต้องมีอุปกรณ์เสริมไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะดามหลัง
ซึ่งการยกของจะทำให้เราปวดหลังเเละส่งผลกระทบถึงกระดูกเเบบโดยตรง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเราต้องดูเเลร่างกายของเราให้ดี
เพื่อที่จะให้ร่างกายของเราเเข็งเเรงตลอดไปจะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีเเละมีความสุขในการใช้ชีวิต…

เคล็ดลับผิวสวยสุขภาพดี

ผิวที่เนียนนุ่มและสดใสเปล่งประกาย นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นใจแล้วยังบ่งบอกถึงความมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย
ดังนั้นการบำรุงผิวจากภายใน อย่างเช่นการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิว ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ที่จะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง แลดูมีสุขภาพดี
การดูแลผิวพรรณจากภายใน
ทานอาหารที่ดี
วิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำเซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น
และช่วยปรับสภาพผิวที่อ่อนดังนั้นทานผักหรือผลไม้ให้มากกว่าเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ
มากกว่าได้ไขมันจากเนื้อสัตว์ เพราะไขมันจากสัตว์เป็นไขมันที่ไม่ค่อยดีต่อผิวนัก
แต่เพื่อความครบถ้วนของสารอาหารให้เลือกทานเป็นสัตว์จำพวกปลาแทน เช่น ปลาแซลมอน
เพราะไขมันที่ได้จากปลาเป็นไขมันที่ดีและมีประโยชน์
อีกทั้งยังช่วยลดการอุดตันของไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่เป็นสาเหตุของการเกิด สิวได้อีกด้วย
โปรตีน ประโยชน์ของโปรตีนนั้น มีประสิทธิภาพในการซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ผิวจะดูแห้งและหมองลง
อาหารที่มีโปรตีนจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับขึ้น จึงแลดูเปล่งปลั่งและสดใส
ธัญพืชธัญพืชอย่างเช่นเมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยอาหารสำหรับผิวอย่างวิตามินอี และวิตามินบี 2
รวมถึงโอเมก้าและโปรตีนซึ่งสารอาหารที่กล่าวมานี้ มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ และลดลดเลือนริ้วรอย
และรอยหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นเรื่อยๆ
น้ำเปล่า การดื่มน้ำอุ่น 4 แก้ว ทุกเช้าเพื่อดีท็อกซ์ร่างกายให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
และยังเรียกความสดชื่นให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี
การดูแลผิวพรรณจากภายนอก
1.หลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ
ผิวมักเกิดความหมองคล้ำได้ง่าย หากเกิดจากการสัมผัสของรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งเป็นรังสีจากดวงอาทิตย์ดังนั้น
การพยายามหลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ จะช่วยลดความหมองคล้ำจากรังสี UV ได้
แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็แนะนำให้พกร่มไว้ติดตัวไปด้วย
และอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
2.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ควรเลือกโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากไวท์เทนนิ่งเข้มข้น ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ
ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่เข้มให้จางลง และควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรองว่าปลอดภัย
3.ขัดผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
การดูแลผิวด้วยการขัดผิวบ่อยๆ นั่นคือ วิธีที่ดีสำหรับการมีผิวพรรณที่ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน
การขัดผิวนั้นสามารถทำให้ผิวของคนเราขาวได้จริงๆ เนื่องจากเป็นการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้ว
และยังมีส่วนช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยสามารถขัดผิวของตัวเองได้
ด้วยการใช้สครับที่มีความละเอียดอ่อนต่อผิว…

พริกนายพราน จากสมุนไพรป่าสู่สินค้าโอท็อป

พริกนายพราน
เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กมีความสูงประมาณ 1-4 เมตร กิ่งมีช่องอากาศ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
พบเยอะในจีนตอนใต้ กัมพูชา และเวียดนามส่วนในประเทศไทยพบได้ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้
โดยมักขึ้นตามป่าดงดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าละเมาะทั่วไปซึ่งด้วยขนาดที่สูงใหญ่ของ พริกนายพราน
ทำให้พืชชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ดและวงศ์ย่อยระย่อม
และมีชื่อท้องถิ่นมากมาย อาทิเช่น เข็มดง (เลย), ช้าฮ่อม (ตาก),พริกผี (ยโสธร), พุทธรักษา (อุบลราชธานี), มะลิฝรั่ง (กรุงเทพ),
พริกพราน (ประจวบคีรีขันธ์)
ส่วนจุดที่แตกต่างโดดเด่นของ พริกนายพรานที่ทำให้พวกเขาไม่เหมือนพริกทั่วไป คงเป็น ดอก
ที่จะออกดอกเป็นช่อกระจุก มีดอกย่อย 3-25 ดอกมีสีขาวแกมเหลืองอ่อน ลักษณะคล้ายรูปดอกเข็ม
บางพื้นที่จึงมีชื่อเรียกคล้าย ดอกเข็ม อย่าง เลย ที่เรียกว่า เข็มดง
ขณะที่ ผลพริกนายพราน ก็จะแตกต่างจากพริกทั่วไป
เพราะออกผลเป็นฝักคู่ ลักษณะโค้ง รูปรีปลายเรียวแหลม
คอดเว้าเป็นพูตื้นๆ ผิวผลเป็นมันสีเขียว ภายในมีเมล็ดประมาณ 6-8 เมล็ด เมล็ดแก่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงสด
โดย ผลพริกนายพรานได้มีการนำมาต่อยอดเป็นเครื่องแกงต่างๆ เสมือนพริกทั่วไป
โดยเฉพาะที่อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ที่พริกนายพราน ได้รับการยกขึ้นหิ้งเป็นสินค้าโอท็อประดับ 4ดาวของจังหวัด
ซึ่งที่อำเภอพรานกระต่าย จะมีการนำ พริกนายพราน มาทำพริกแกงเผ็ด, พริกแกงเขียวหวาน, น้ำพริกคั่วปลาย่าง
และสินค้าขึ้นหิ้งของอำเภออย่าง น้ำพริกนายพรานที่ทำขายต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปีแม้จะเพิ่งเป็นที่รู้จักไม่นานก็ตาม
นอกจากนี้ พริกนายพราน ยังมีสรรพคุณแก้โรคภัยต่างๆอีกมากมาย ไล่ตั้งแต่ ตำรายาไทย ที่ระบุว่า ทั้งต้นมีรสเย็น
มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ แก้ร้อนใน ช่วยดับพิษร้อนส่วนรากมีรสสุขุม ใช้เป็นยาแก้โรคลม ปรุงเป็นยาแก้โลหิตเป็นพิษ
เนื่องจากชอกช้ำ และช่วยแก้ช้ำในขณะที่ยาพื้นบ้านมุกดาหาร จะใช้รากพริกนายพราน
เป็นยาแก้ไข้ ส่วนยาพื้นบ้านภาคกลาง จะใช้รากพริกนายพรานผสมกับรากต่อไส้และรากหนามพุงดอ
ฝนกับเหล้าดื่มเป็นยาแก้ปวดท้องเช่นเดียวกับยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี
จะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย และช่วยสมานแผลส่วนาพื้นบ้านทางภาคอีสาน
จะใช้รากพริกนายพรานนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอแก้ตกขาวของสตรี นำมาฝนกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอเป็นเลือด
หรือตำให้ละเอียดใช้เป็นยาทาแก้ฝีเรียกว่าแต่ละภาคนำพืชชนิดนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นยาได้อย่างน่าชื่นชม…

5 เคล็ดลับ กลิ่นตัวหอมติดทนนานตลอดทั้งวัน

อยากตัวหอม ทำไงดีน่ะ ? แต่ถ้าพูดบ้านเราแน่นอนค่ะ ว่ามันร้อนมากๆ
และยิ่งหนีไม่พ้นก็คือกลิ่นเหงื่อจากจุดต่างๆ ที่ทำให้สาวๆเป็นกังวลใจ
เมื่อเวลาเข้าใกล้คนอื่น หรือหนุ่มๆ
ฉะนั้นวันนี้เราเคล็ดลับที่ทำให้กลิ่นกายหอมไปตลอดทั้งวัน
ลองทำตามนี้ขั้นตอนต่อไปนี้เลยดูเลยจ้า!!
1.รักษาสุขอนามัยอยู่เสมอ
การอาบน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ เราควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2
ครั้งเพื่อรักษาความสะอาดของร่างกาย
โดยเน้นทำความสะอาดในบริเวณที่เหงื่อออกง่ายเช่น รักแร้ ข้อพับ
มือและเท้า ซึ่งแบคทีเรียจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
หลังจาดอาบน้ำเสร็ด สาวควรใช้ สารส้ม โรลออน
หรือสเปย๋ระยังกลิ่นกาย โดยเน้นใช้ที่ข้อพับ รักแร้ หลังหู
หรือหน้าอกน่ะค่ะ

3.ทาโลชั่นที่มีกลิ่นหอม
แนะนำให้สาวๆทาโลชั่นที่มีกลิ่นหอมเป็นประจำ
เพื่อผิวที่เนียนนุ่มและยังเป็นตัวช่วยให้ตัมหอมยิ่งขึ้นอีกด้วย
4.ฉีดน้ำหอมตามจุดสำคัญ
สาวๆคนไหนอยากมีกลิ่นตัวที่หอมตลอดทั้งวัน ลองวิธีนี้ดูค่ะ
ฉีดน้ำหอมตาม ข้อพับแขน ข้อมือ ซอกคอ หรือบริเวณกลางหน้าอก
ก็จะช่วยให้ตัวหอม
หรือลองเลือกผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่บอกว่ากลิ่นเหล่านั้นจะอยู่คงทน
หรือติดทนนาน
5.หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นแรง
พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง
เพราะเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัว เช่น กระเทียม หัวหอม เนื้อแดง
เครื่องดื่ม ที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เป็นต้น
เพราะอาหารพวกนี้ฤทธิ์ในการกระตุ้นต่อมเหงื่อ ทำให้เหงื่อออกมากขึ้น…

สุขภาพ.ความงาม.วิธีการป้องกันโรคภูมิเเพ้

โรคในปัจจุบันมีมากมายที่ทำให้คนเราได้รับผลกระทบจากการเป็นโรคเเละโรคภูมิเเพ้นั้นปัจจุบันบนได้มากขึ้น
เพราะชีวิตประจำวันของคนเราต้องไปทำงานเเละไปเจอสภาพอากาศเเละ
ฝั่นละอองมากมายทำให้เกิดโรคภูมิเเพ้เเละเมื่อคนที่เเพ้ง่ายก็จะยิ่งไปกันใหญ่จะเกิดปัญหาเป็นโรคภูมิเเพ้ได้เร็วขึ้น
เเละเรามีวิธีการป้องกันโรคภูมิเเพ้ที่ทำเเล้วจะไม่เกิดกับคุณ
อย่างเเรกคือ หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ก่อให้เกิดโรคภูมิเเพ้
เมื่อเวลาเราอยู่บ้านเราต้องเปิดหน้าต่างเเละทำความสะอาดบ้านไม่ให้ฝุ่น
มาเกาะภายในบ้านของเรา เราต้องดูเเลให้ดีในทุกซอกทุกมุมในบ้าน
เพื่อไม่ให้สารก่อภูมิเเพ้เกิดขึ้นในบ้านของเราก่อน
เพราะเราต้องใช้ชีวิตทุกวันภายในบ้านดังนั้นต้องทำความสะอาดเริ่มจากบ้านของเรา
เเละหากออกไปข้างนอกควรพกหน้ากากกันฝุ่นไปด้วยเพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองมาเข้าจมูกเข้าปากของเราจะเป็นการก่อให้เกิดโรคภูมิเเพ้ได้ง่ายหรือเวลาที่ไปที่มีคนเยอะก็ควรใส่หากใครที่คิดว่าตัวเอง
มีการอาการภูมิเเพ้ก็ควรที่จะปฎิบัติตามเพราะจะกันในการเกิดโรคนี้
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการดื่มน้ำให้มากๆ
เพราะน้ำจะไปละลายเสมหะของคุณเเละจะไปช่วยขับของเหลวออกจากร่างกายเเละควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่าแปดเเก้วต่อวัน
ยิ่งดื่มเยอะก็ยิ่งดีต่อตัวคุณเอง
จากนั้นก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอนั้นคือการนอนหลับ
เราทำงานมาทั้งวันเจอะไรมามากมายนอกบ้านเเละการพักผ่อนจะทำให้ร่างกายของเราได้พักด้วย
เเละต้องนอนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับร่างกายจะทำให้ช่วยรักษาการเป็นโรคภูมิเเพ้ไม่ให้มาสู่ตัวคุณ
เเละหากคุณเป็นโรคภูมิเเพ้ก็ต้องรับประมานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อเป็นการฟื้นฟูร่างกายให้เเข็งเเรงเเละอาหารชนิดไหนที่หมอสั่งให้หยุดกินก็ต้องหยุดกินทันทีต้องไม่ดื้อต่อการรักษา
เพราะโรคภูมิเเพ้เป็นโรคหนึ่งที่รักษายากเช่นกันต้องดูเเลด้วยเองให้ดีหากรู้ตัวว่าเป็นโรคภูมิเเพ้
หรือคนที่ยังไม่เป็นโรคก็ต้องไม่ประมาทควรที่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อการป้องกันโรคที่จะเข้ามาสู่ตัวคุณเอง
เเละสุดท้ายเเล้วการป้องกันโรคภูมิเเพ้เราต้องทำตัวเองให้มีความสุขทำจิตรใจให้สบายไม่ต้องกังวัลอะไรมาก
ใช้ชีวิตให้ตัวเองได้รับประโยชน์มากที่สุดไม่ไปที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค
เเละขอให้ทุกวันของคุณไม่ว่าจะไปไหนต้องดูเเลตัวเองเป็นพิเศษการขับรถหรือนั่งรถก็ต้องเซฟตัวเองให้มากที่สุด
ในการเจอคนหมู่มากเพราะไม่รู้ว่าใครมีโรคอะไรบ้างที่เราไปเจออาจจะติดมาได้
เเละทุกวันนี้ก็มีโรคมากมายอย่างที่กล่าวมาเราต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายไปพบเเพทย์ประจำปี
เเละที่สำคัญต้องออกกำลังกายบ่อยๆเพื่อที่จะรักษาร่างกายของเราให้เเข็ง
เเรงในทุกวันเเละจะเป็นการป้องกันตัวเองจากการเป็รโรคต่างๆได้ดีทีเดียว…

4 ข้ออันตราย จากบะหมี่สำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คงแทบจะไม่มีใครที่ไม่เคยนำมารับประทานกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ต่างก็รับประทาน
แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เรารับประทานกันอยู่อันตรายต่อร่างกายของคุณมากแค่ไหน!
อาหารที่หากินได้ง่าย ราคาประหยัด รสชาติหลากหลาย และได้รับความนิยมสูงสุด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือก็คือ แป้งสาลี
และน้ำมันที่อยู่ในเครื่องปรุง และจากขั้นตอนการผลิต เป็นที่ยอมรับจากคนทั้งโลก
แต่หารู้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากกว่าที่คิด
โดยวันนี้เรามี 4 ข้อหลักๆที่เป็นข้อเสียจากการทานบะหมี่สำเร็จรูปมาบอกกัน
1.ได้รับโซเดียมมากเกินไป บะหมี่เหล่านี้ก็คือโซเดียมแต่ละวันสำหรับคนไทย อยู่ที่ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน
แต่ขณะนี้การบริโภคเกินกว่ากำหนด และถือเป็นความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้ เป็นโรคหัวใจ
2.เสี่ยงโรคอันตรายมากมาย การวิจัยที่บ่งชี้ว่า ผู้ที่รับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2-3มื้อ ต่อสัปดาห์
เสี่ยงต่อการทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายและการทำงานของหัวใจผิดปกติ
เป็นปัจจัยหนึ่งในการกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจได้ และยังเสี่ยงต่อโรคอันตรายอย่างโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย
3.ขาดสารอาหาร หมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มาหร้อมกับความสะดวก ในการนำมารับประทานเท่านั้นเอง แต่ถ้าฉีกซองกินทั้งดิบๆ
เป็นขนมกินเล่น ติดต่อกันเป็นประจำ จะทำให้ร่างกาย เกิดการขาดสารอาหาร ควรต้มในน้ำร้อนและใส่อารหารลงไปด้วย

4.ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
การทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบดิบๆหรือกินเป็นของทานเล่นอาจเกิดอาการจุกเสียดแน่นท้อง
บางคนอาจเกิดอาการอาหารไม่ย่อย และคลื่นไส้อาเจียนได้ แนะนำทานเฉพาะแบบต้มเส้นให้สุก ใส่เครื่องปรุงให้น้อยลง…

ผักบุ้ง หญ้าข้างทาง ยาดีของคนไทย

ผักบุ้ง หรือ ผักทอดยอด เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่คนไทยรู้จักมักคุ้นกันดี เพราะมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา แต่ความจริงแล้วผักชนิดนี้ยังมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย

โดย ผักบุ้ง ที่คนไทยนิยมรับประทานกันในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ ผักบุ้งไทย และ ผักบุ้งจีน ซึ่ง ผักบุ้งไทย จะเป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง จึงมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีนจะเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เราจะพบเห็น ผักบุ้งจีน มากกว่า ผักบุ้งไทย ในตลาด เพราะเกษตรกรส่วนมากที่นิยมปลูก ผักบุ้งจีน ขาย เนื่องจากมีลำต้นค่อนข้างขาวอวบ ใบเขียวอ่อน ดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย จึงเป็นที่นิยมในการรับประทานมากกว่า

ส่วนประโยชน์ของผักบุ้ง เพียงแค่ 100 กรัม ก็ให้พลังงานมากถึง 22 กิโลแคลอรี่ อีกทั้งประกอบไปด้วยด้วยเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินบี1, วิตามินบี2, วิตามินบี3, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของ ผักบุ้งไทย ดูจะมีมากกว่า  เพราะพ่วง วิตามินซีสูง เข้าไปด้วย ทำให้มีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมี แคลเซียม และ เบต้าแคโรทีน น้อยกว่า กระนั้นควรทานในแบบสดๆ เพื่อให้แร่ธาตุยังอยู่ครบถ้วน

ซึ่งหากทานเป็นประจำทุกวัน คุณอาจต้องทึ่งว่า ผักบุ้ง ที่ขึ้นอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง สามารถช่วยป้องกันมะเร็ง, บำรุงสมอง, บำรุงโลหิต, ลดคอเรสเตอรอล, บำรุงหัวใจ, แก้โรคประสาท, ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่หากไม่ใคร่ทานแบบสดๆ ผักบุ้ง ยังสามารถนำเป็นแปลงเป็นอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะ ผัดผักบุ้งไฟแดง ที่หาทานได้ทั่วไปตามท้องตลาด ทำง่ายขายคล่อง คนกินก็ได้รับสุขภาพที่ดีกลับด้วยอีกต่างหาก

โดยวิธีการทำ ผัดผักบุ้งไฟแดง ก็ไม่ยากเย็นอะไร เริ่มจากหั่นผักบุ้ง ทุบกระเทียม ทุบพริกพอแหลก เตรียมเอาไว้ในชาม จากนั้นใส่เครื่องปรุงรส ได้แก่ น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ, เต้าเจี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย และน้ำเปล่า ลงในชามผักบุ้งเตรียมผัด

ที่เหลือแค่ตั้งกระทะด้วยไฟที่ค่อนข้างแรงนิดหน่อยพร้อมใส่น้ำมัน พอกระทะร้อนให้เทชามผักบุ้งลงไปผัดประมาณ 1 นาที ตักขึ้นเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยหรือข้าวต้มร้อนๆ ได้ทั้งอิ่มท้อง ได้ทั้งสุขภาพ คุ้มสองต่อ แถมราคาถูก

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ไม่ควรทาน ผักบุ้ง คือผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ เนื่องจากผักบุ้งจะมีคุณสมบัติไปช่วยลดความดันโลหิต จนทำให้ความดันยิ่งต่ำลงไปอีก อาจจะก่อให้เกิดการเป็นตะคริวได้ง่ายและบ่อยขึ้น ทั้งยังทำให้ร่างกายอ่อนแอด้วย

 …

ปรับสมดุลร่างกาย เอาชนะภัยร้ายในหน้าฝน

ฤดูฝน เป็นฤดูที่เชื้อไวรัสเติบโตได้ดีที่สุด ทางการแพทย์ถึงกับนิยามฤดูกาลนี้ว่า “ไวรัสราเริง” เพราะน้ำถือเป็นพาหะชั้นดีในการแพร่กระจายไวรัสไปยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มลพิษทางอากาศติดลบเข้าขั้นเลวร้าย

ดังนั้น เมื่อหน้าฝนย่างเข้ามา เราทุกคนจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการรับมือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพราะอุณหภูมิในร่างกายของคนเราอยู่ที่ 37 องศา แต่อากาศที่แปรเปลี่ยนในฤดูนี้จะทำให้สมดุลต่างๆ ปั่นป่วนไปหมด

สิ่งที่เราต้องทำคือการปรับสมดุลของร่างกายให้คงที่เสมอ เริ่มตั้งแต่ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง แม้ฤดูฝนจะเป็นช่วงเวลาที่เชื้อไวรัสเติบโตยาวนานก็ตาม

สอง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง หากเป็นผู้ที่นอนหลับได้ยาก ลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน เพราะกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น

สาม ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสียออกจากร่างกาย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย เพราะหน้าฝนคนเรามักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เนื่องจากอากาศชื้น การออกกำลังกายจะช่วยขับของเสียได้ดีขึ้น

สี่ ควรรับประทานอาหารจำพวกที่มีฤทธิ์ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย กินทุกวันสุขภาพดีแน่นอน แถมราคาก็ไม่แพง

ห้า ขยับมาที่อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทานในหน้าฝน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานหนักขึ้น หรือย่อยยากนั่นเอง

หก ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรย้ายตัวเองไปอยู่ในที่อากาศแห้ง และถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรม เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

เจ็ด ควรหาเวลาไปพักผ่อน เพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย เนื่องจากหน้าฝนอากาศมักไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ซึมเศร้า กลายเป็นว่าป่วยแบบไม่รู้ตัว ดังนั้น การออกไปท่องเที่ยวก็ช่วยให้ห่างไกลจากโรคได้นะเออ

แปด เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีมีขายตามร้านขายยาทั่วไป จะซื้อเป็นกระปุก เป็นห่อ แล้วแต่สะดวก เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย

เก้า ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะไปคิดว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้า ก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว ซึ่งหากจิตใจคุณเข้มแข็ง ร่างกายของคุณก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย

สิบ สุดท้าย นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว ควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อรับมือกับทุกสภาวะ อ่านบทสวดมนตร์ภาวนา ช่วยให้จิตใจผ่องใสไร้ความเครียด…

วิธีการดูเเลสุขภาพให้เเข็งเเรงควรทำอย่างไรบ้าง

การดูเเลรักษาร่างกายของคนเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าช่วงอายุเท่าไรก็ควรที่จะดูเเลร่างกายของเราให้ดี ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ไม่ควรที่จะประมาทในการรักษาร่างกายอย่างปล่อยร่างกายให้อ่อนแอ ต้องทำให้ตัวเองมีความเเข็งเเรงอยู่ตลอดเวลา

 

เเละการดูเเลรักษาร่างกายของเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญ มีวิธีการมากมายที่จะดูเเลร่างกายของเราให้เเข็งเเรง ซึ่งทุกคนต่างต้องการที่จะมีร่างกายที่เเข็งเเรงสมบูรณ์เพื่อการใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุข เเละมาดูกันว่าการทำให้ร่างกายของตัวเองมีความเเข็งเเรงนั้นควรทำอย่างไร

 

อย่างเเรกที่เลยคือ การออกกำลังกาย เป็นเรื่องที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลยที่จะให้ร่างกายเเข็งเเรง คือการออกกำลังกาย เราต้องหาเวลาที่มาออกกำลังกายบ้าง เพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเรามีการเผาผลานเพื่อที่จะทำให้ร่างกายเเข็งเเรง การทำให้เหงื่อออกนั้นจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น เเละการออกำลังกายมีประโยชน์หลายอย่างมากต่อร่างกายของเรา จะช่วยให้เราอารมณ์ดี เเละร่างกายเเข็งเเรงเเล้วก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคภัย

 

การดูเเลร่างกายให้เเข็งเเรงอีกอย่างหนึ่งคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เราต้องรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่เพื่อที่จะทำให้เราได้รับโภชนาการที่ดี เมื่อเราทานอาหารที่มีประโยชน์เเล้วรับรองได้ร้อยเปอร์เซ็นเลยว่า จะทำให้เรามีร่างกายที่เเข็งเเรงอย่างเเน่นอน เเละอยากให้เน้นไปที่การกินผักเพราะผักเป็นศูนย์รวมของสิ่งที่มีประโยชน์มากมากต่อร่างกายของคนเรา

 

งดการสูบบุหรี่หรือแอลกอฮอล สองสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เราควรงดสูบบุหรี่เเละดื่มแอลกอฮอลเข้าสู่ร่างกาย หรือหากไม่สามารถหยุดได้ก็ควรที่จะเบาๆก็ได้ ซึ่งสองสิ่งนี้คือตัวการที่จะก่อให้เกิดโรคตามมามากมาย ซึ่งหากใครที่ยังสูบหรือดื่มมากๆหากเลิกได้ก็ควรเลิกเพื่อสุขภาพของเราเอง

 

เเละสุดท้ายนั้นเราต้องอารมณ์ดี การเป็นคนมีอารมณ์ดีนั้น จะทำให้ห่างไกลจากโรคภัยได้อย่างเเน่นอน เพราะทำให้ไม่เครียด เราต้องมองโลกในเเง่ดีเข้าไว้เมื่อมีปัญหาเข้ามาก็ไม่ต้องเครียดมากเราต้องค่อยๆหาวิธีเเก้ไขปัญหาให้หมดลงไป เเละไม่ต้องเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย มีความเอื่อเฟื่อเผื่อเเผ่เเก่คนรอบข้างทำให้ ทุกคนมีความสุขเมื่อได้เจอคุณ อย่างนี้จะทำให้เรามีความสุขเเละจะส่งผลไปถึงจิตรใจของเราด้วย หากใครสนใจก็ลองทำดูขอหัวเราะเเละยิ้มในทุกวันก็จะทำให้คุณเป็นคนที่มีสุขภาพที่เเข็งเเรงได้อย่างเเน่นอนเชื่อเถอะว่าอารมณ์ดีนั้นจะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีได้

 

เเละทั้งหมดนี้คือวิธีการรักษาร่างกายของเราให้มีสุขภาพเเข็งเเรง หากใครที่ทำตามเเล้วรับรองได้เลยว่าท่านจะมีสุขภาพที่ดีเพื่ออยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุขเเละอยู่ได้นานอย่างเเน่นอนเลยทีเดียว…